ั่นแห่งมรรคและพรสวรรค์ของตนเอง บีบให้เขาจำต้องเผยตัวตน ออกมายืนเป็นศัตรูกับเจินจวินทั้งหล้า เพื่อที่จะชิงเอาวิถีกรรมแห่งมรรคผลของจงกวงไปครอบครอง
จากนั้นก็ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก
ทั้งศึกโพ้นทะเล ทั้งการวางหมากของเฟยเสวี่ย อั้งเซียวล้วนพบเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็สามารถต้านทานผ่านพ้นมาได้ด้วยรากฐานอันลึกล้ำและกลอุบายที่เก็บซ่อนไว้
แผนการย่อมวิ่งไล่ไม่ทันความแปรผัน นี่คือสัจธรรมของโลกหล้า
อั้งเซียวเข้าใจข้อนี้ดีนัก ดังนั้นแผนของเขาจึงมีพื้นที่รองรับความผิดพลาดกว้างขวาง และสามารถปรับแก้ให้รับมือกับความแปรผันได้ทุกเมื่อ
ทว่าในครานี้ เหตุไม่คาดฝันกลับใหญ่เกินไป
“ข้าสามารถรับรู้ได้ว่าอุปสรรคแห่งญาณรู้ที่เหลือไว้ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน เกรงว่าชื่อและข้อมูลที่ข้าเก็บซ่อนเอาไว้นั้นคงจะถูกเปิดเผยแล้ว”
“พูดอีกอย่างก็คือ ตะเกียงดับแสงนั้นคงหมดหวังเสียแล้ว”
อั้งเซียวยิ่งครุ่นคิด สีหน้าก็ยิ่งหม่นหมอง “ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายตรงข้ามกำลังจงใจตัดขาดการรับรู้ของข้าที่มีต่อโลกปัจจุบัน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าก็จะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบเกินไป”
ต้องไม่ให้เป็นเช่นนี้เด็ดขาด!
เมื่อย่างถอยก็ย่อมถูกตี หากมอบอำนาจควบคุมให้ผู้อื่นโดยสิ้นเชิง เรื่องราวก็จะยากลำบากขึ้นนัก พลาดเพียงนิด ความเพียรพยายามวางหมากมานับหมื่นปีอาจสูญเปล่า!
คิดได้ดังนั้น อั้งเซียวก็เร่งรุดเคลื่อนไหวควา