เช้าวันรุ่งขึ้น โจวสิงได้พบกับเถ้าแก่หลิวโดยการแนะนำของลวี่ชิงโหว
แม้ในมือจะมีเงินกว่าเจ็ดร้อยตำลึง แต่โจวสิงไม่ใช่คนประเภทใช้เงินมือเติบ เขาต่อรองราคากับเถ้าแก่หลิวอย่างดุเดือด โดยมีซิ่วไฉคอยช่วยพูดเสริม จนสุดท้ายก็ตกลงราคากันได้ที่ 450 ตำลึงเงิน
ราคานี้ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับทำเลทองกลางตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ หากเถ้าแก่หลิวไม่ร้อนเงินรีบกลับบ้านเกิด ราคานี้คงเป็นแค่ฝัน
ร้านเหล้าขนาดกะทัดรัด สองชั้น ชั้นบนมีสามห้องนอน ชั้นล่างเป็นโถงรับรอง ครัว และลานหลังบ้าน เฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ยังอยู่ครบ ช่วยประหยัดงบแต่งร้านไปได้โข
โจวสิงเริ่มลงมือทำความสะอาดร้าน อาจเพราะรู้สึกผิดที่รับเงินสินน้ำใจมาตั้งหนึ่งตำลึง ลวี่ชิงโหวจึงอาสามาช่วยปัดกวาดเช็ดถูด้วย
ระหว่างทำงาน ทั้งสองก็ได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น ในฐานะเพื่อนบ้านที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกันในอนาคต
โจวสิงอายุน้อยกว่า จึงขอให้ซิ่วไฉเรียกชื่อเขาเฉยๆ ส่วนเขาก็เรียกอีกฝ่ายว่า ซิ่วไฉ (บัณฑิต) ตามความคุ้นเคย
จริงสิโจวสิง เจ้าซื้อร้านนี้ไป คิดจะทำกิจการอะไรหรือ ซิ่วไฉถามด้วยความสงสัย
โจวสิงวางไม้กวาดลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ เปิดโรงหมอ
ซิ่วไฉเบิกตากว้าง ใน