”
“ที่เรียกกันว่า พระภิกษุ นั้น แม้ในวันนี้จะถูกรับนับว่าเป็นฝ่ายธรรมะ หากในสายตาของข้า…ล้วนคืออสูรผู้หลอกลวง แม้แรกเข้าเป็นพวกอาจได้ผลชั่วครู่ แต่ทิ้งรากแห่งภัยไว้ไม่มีสิ้นสุด…ข้ารู้ว่าเจ้ามิได้มีใจเช่นนี้แต่แรก เพียงเพราะอายุขัยใกล้สิ้น ใจจึงหวาดหวั่น แล้วจึงรับฟังถ้อยคำล่อลวงของพวกมัน…ไม่เป็นไร นี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของผู้คน”
เจินเหรินปราบมารจ้องมองชายชราเงียบงัน
สายตาสงบ ไม่ปรากฏเค้าลางแห่งโทสะหรือความกดดัน ทว่าเพียงแววตาคู่นั้นมองมา ชายชรากลับแทบไม่อาจฝืนใจฝืนกายทนสบตาต่อได้
ไม่กล้าสบตา
เป็นเพราะละอาย? หรือเพราะรู้สึกผิด?
…มิใช่ทั้งสิ้น
หากแต่เพราะ โทสะ
“อย่ามองข้าด้วยแววตาเยี่ยงนั้น”
ชั่วพริบตา ชายชราก็ขบฟันแน่น ร่างสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำว่า
“เคยมีใครบอกเจ้าหรือไม่…ว่าสายตาของเจ้านั้น ไม่ใช่สายตาที่ใช้มองมนุษย์เลย!”
ความรู้สึกนั้น…ช่างประหลาดยิ่งนัก
ในสายตาของชายชรา แววตาของเจินเหรินปราบมารที่มองเขานั้น ไม่ได้เป็นแววตาที่มองบุคคลผู้มีเลือดเนื้อ หากกลับคล้ายสายตาที่มองวัตถุสิ่งหนึ่ง วัตถุเก่าแก่ซึ่งเต็มไปด้วยรอยร้าว ต้องปฏิบัติด้วยความประคับประคองระมัดระวังที่สุด
ด้วยเหตุนี้…อีกฝ่ายจึงมีความอดทนมากล้นถึงเพียงนั้น
แต่เช่นนี้แล้ว เขาจะยังมีเหตุผลใดให้เชื่อใจเจินเหรินปราบมารอีก?
ตั้งแต่ต้นจนจบ อีกฝ่ายมิได้เห็นตนเป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ ถ้อยคำที่เปล่งออกมาทั้งหมดนั้น…จะน่าเชื