ั่นคงว่า “วันนี้ที่ศิษย์พุทธะทรงลดองค์เสด็จมาเยือนถิ่นกันดาร ไม่ทราบว่ามีธุระใด?”
ศิษย์พุทธะกว่างหมิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อยๆ “ข้ามาเชื้อเชิญท่านทั้งหลาย…ให้เข้าสู่แดนสุขาวดีของข้า”
“ขออภัย พวกเราคงต้องปฏิเสธ”
บรรพชนถิงโยวส่ายศีรษะช้าๆ “แดนสุขาวดีแม้จะกว้างใหญ่ แต่มิอาจรองรับสรรพสิ่ง พวกข้าเซียนผู้บำเพ็ญแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าเสรีอันยิ่งใหญ่…เสรีอันแท้จริง เช่นนั้นจึงไม่อาจเข้าสู่แดนสุขาวดีได้”
“เสรีอันยิ่งใหญ่?”
ศิษย์พุทธะกว่างหมิงหัวเราะออกมาในทันที “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็ยิ่งควรเข้าสู่แดนสุขาวดีของข้า! ภายใต้ฟ้าดินนี้ ยังมีที่ใดเสรีไปกว่าที่นั่นอีกหรือ?”
“นิกายมาร…นิกายกระบี่…ราชสำนักเต๋า นิกายใดเล่าที่ไม่เอาเปรียบผู้บำเพ็ญระดับต่ำ?”
“มีเพียงแดนสุขาวดีของข้าเท่านั้น ที่บนล่างมีใจเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นโพธิสัตว์ อรหันต์ หรือสามเณร ทุกผู้คนล้วนเสมอกัน ปราศจากกลอุบายชิงดีแห่งโลกธาตุ”
“หากนั่นมิใช่เสรีอันยิ่งใหญ่…แล้วสิ่งใดจึงจะเรียกเช่นนั้นได้?”
ศิษย์พุทธะกว่างหมิงประสานมือขึ้น ดวงเสียงเรียบสงบ “ส่วนเรื่องที่กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าชิงร่างผู้อื่นนั้น ย่อมเป็นเพียงถ้อยคำไร้สาระ หากท่านยังคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับยึดติดอยู่กับรูปเงาภายนอกแล้ว”
เมื่อบรรพชนถิงโยวได้ยินคำนี้ ก็นิ่งเงียบไปทันที
“ช่างเป็นปากที่คมคายนัก”
พูดอย่างไร ก็วนกลับไปถูกเสมอ…เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่?
เมื่อคิดถึงจุดน