กยิ้มที่มุมปาก
ทันใดนั้น เมื่อนึกถึงบางอย่างที่น่าสนใจได้ เจียงหลีจึงหลุดขำออกมา “อุ๊บ”
เช่นนั้นจึงทำให้เว่ยจี๋ที่เพิ่งก้าวขาเข้ามาตกใจจนต้องชักขากลับไป “เจ้ากำลังคิดอะไรพิเรนทร์ๆ อยู่รึ หัวเราะได้น่าเกลียดอะไรขนาดนี้”
เมื่อได้ยินเว่ยจี๋เอ่ยหยอกล้อ เจียงหลีจึงเก็บสีหน้าทันที จากนั้นจึงเหลือบมองเขา “น่าเกลียดอะไรกันเล่า อย่างข้าเรียกว่างามเลิศในปฐพีต่างหาก”
“น่าเกลียด” ใบหน้ารูปงามขาวสะอาดของเว่ยจี๋เผยให้เห็นสีหน้าหยามเหยียด
เจียงหลีทำหน้าบูดบึ้ง “หากรังเกียจเดียดฉันท์ข้านัก เจ้าก็ควักลูกตาเจ้าออกมาสิ!”
“ประทานโทษ ข้าควักไม่ได้” เว่ยจี๋ทำหน้าช่วยไม่ได้
“เอ๊ะ” ทันใดนั้นดวงตาของเว่ยจี๋ก็เป็นประกาย สายตาจ้องไปที่อ้อมกอดของเจียงหลี “คิดไม่ถึงว่าจะเป็นสัตว์บรรพกาล เด็กคนนี้โชคดีไปแล้วกระมัง”
เขาพูดพลางเอื้อมมือออกไปเพราะต้องการสัมผัสมัน
แต่ทว่าเจียงหลีกลับเอาเจ้าเปี๊ยกลู่กลับเข้าไปในกระเป๋าวิเศษได้ทันท่วงที แล้วประกาศิตเป็นเจ้าของอย่างยืนกรานหนักแน่น “สัตว์เลี้ยงส่วนบุคคล แม้แต่คนใกล้ชิดก็ห้ามแตะต้อง”
“ขี้งกชะมัด” เว่ยจี๋มองค้อนนาง “ข้าลูบหน่อยเดียวใช่