ทว่ายอดปีศาจเหลือรอดด้านล่างกลับแตกตื่นสิ้นท่า ใบหน้าซีดขาว พากันแตกกระเจิงหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต
ตูม! ตูม! ตูม!!
ในขณะนั้นเอง ก็เห็นว่า ณ ทิศตำหนักมังกร พลันพวยพุ่งแสงใสสายหนึ่งขึ้นสู่เวหา เพียงพริบตาก็ข้ามระยะทางนับหมื่นลี้ พุ่งตรงมาถึงเบื้องหน้าลวี่หยางก่อนจะแยกออกเบาๆ
จากนั้น บุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งก็ก้าวออกจากแสงนั้น ใบหน้าเขาคมสันคิ้วดั่งกระบี่ ดวงตาเป็นประกาย สง่างามองอาจ เส้นผมหนาดกแหวกเปิดเผยให้เห็นเขาไม้ฉื่อคู่หนึ่งโผล่ขึ้นสองข้างศีรษะ เขายืนเด่นด้วยเขาคู่หนึ่งชัดเจน แสดงถึงสายเลือดแท้ของมังกรโดยกำเนิด ดวงตาคู่นั้นร้อนแรงดั่งลาวา จ้องตรงมายังลวี่หยางไม่วางตา
“ข้าน้อยเทียนฉิว”
โอรสแห่งตำหนักมังกรผู้นี้ แม้สายเลือดสูงศักดิ์ หากกลับปราศจากความเย่อหยิ่ง เขาประสานมือคารวะกล่าวอย่างสุภาพ “สหายมีอำนาจบารมีสูงเยี่ยงนี้ เหตุใดต้องลงมือกับเด็กน้อยเพียงสองคนด้วยเล่า?”
“นับว่าไม่ถึงขั้นกดขี่นัก”
ลวี่หยางแย้มยิ้มเบาๆ จากนั้นก็แบฝ่ามือออก เผยให้เห็นดวงวิญญาณสองสายที่ยังไม่ทันจาง นั่นคือวิญญาณของซุ่ยอิ๋งและซุ่ยหลิงซึ่งเมื่อครู่เขาบีบจนร่างแหลกสิ้นด้วยมือเดียว
เมื่อเทียนฉิวเห็นดังนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลงทันที
ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว อย่างมากก็เพียงเปลี่ยนร่างเกิดใหม่อีกคราซุ่ยอิ๋งและซุ่ยหลิงยังเยาว์วัย การกลับมาฟื้นฟูบำเพ็ญบารมีใหม่อีกครั้งคงไม่ต้องใช้เวลานานนัก
ทว่าในวินาทีนั้นเอง…
ปึง!