วพวกเขาปลอดภัยดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”
คนที่เขาถามคือเหวินเหรินชิ่งชิ่ง แน่นอนว่าลู่เสวียนและเจียงหลีไม่อาจตอบแทนนางได้
นับว่าเหวินเหรินชิ่งชิ่งสงบนิ่งนัก นางไม่ได้พูดเรื่องก่อนที่สุสานจะถล่มลงมา นางเพียงตอบคำถามเขาไปเท่านั้น “ข้าไม่แน่ใจเท่าไหร่ ตอนที่สุสานโบราณเกิดความโกลาหล ทุกคนต่างหนีเอาชีวิตรอด ข้าก็ไม่ทันได้สังเกตพวกเขา หากเลี่ยฉางเหล่าเป็นห่วงก็รีบตามเข้าไปดูเองดีกว่า”
“เหอะๆ…” ไป๋เซี่ยงเลี่ยหัวเราะ
ทันใดนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังของพวกเจียงหลี และมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่ารีบร้อน “เลี่ยฉางเหล่า ขวางแม่นางน้อยนั่นเอาไว้!”
เจียงหลีไม่หันกลับไปมอง เพียงแต่ขมวดคิ้วเบาๆ เหวินเหรินชิ่งชิ่งเองก็มีสีหน้าเย็นชา แววตาลุกลี้ลุกลน ลู่เสวียนขยับเข้าใกล้เจียงหลีแล้วพูดขึ้นเสียงทุ้มต่ำ “หาทางเผ่นเร็ว!”
ไป๋เซี่ยงเลี่ยเก็บรอยยิ้มเมื่อได้ยินประโยคนี้ ด้านหลังของเขา มัคนายกหลายคนจากตระกูลไป๋เซี่ยงวิ่งไปช่วยประคองลูกศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เหลือล้อมรอบทั้งสามอย่างแผ่วเบาอย่างเหลือร่องรอย
“เลี่ยฉางเหล่า นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เหวินเหรินชิ่งชิ่งเอ่ยเสียงเย็น
ไป๋เซี่ยงเลี่ยเอ่ยตอบ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในเมื่อพวกเขาพูดแล้วก็น่าจะมีเหตุผล”
“เลี่ยฉางเหล่า เป็นนาง ต้องเป็นนางที่แตะต้องของบางอย่างในสุสานโบราณแน่ถึงทำให้สุสานถล่ม ทำร้ายจนพวกเราต้องฝังร่างในสุสานหลายคน” ชายที่เอ่ยปากพูดก่อน