ญ่ๆ มักจะมีเครื่องแต่งกายของตัวเองที่เหมือนกัน ในฐานะที่เหวินเหรินชิ่งชิ่งเป็นองค์หญิงเป่ยโหรวรู้สึกคุ้นเคยเครื่องแต่งกายของตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งเช่นตระกูลไป๋เซี่ยงเป็นอย่างดี
ดูท่าทางคนในตระกูลไป๋เซี่ยงที่ควรเฝ้าอยู่ด้านนอกจะถูกดึงดูดจากความเคลื่อนไหวของสุสานถล่มจึงรีบตามมา
ฝีเท้าของทั้งสามคนช้าลงเพื่อเผชิญกับตระกูลไป๋เซี่ยง ในระยะทางสั้นๆ ตระกูลไป๋เซี่ยงก็ต้องได้เห็นพวกเขาเช่นกัน หากหันหลังหนีก็จะมีความผิดฐานขโมยชัดเจนใช่หรือไม่
นำโดยเจียงหลีที่เห็นชัดเจนว่าเป็นพวกไป๋เซี่ยงเลี่ยที่เจียงหลีเคยเจอในอาณาเขตหลิงอู่
“ที่แท้ก็เป็นองค์หญิงและหยวนหวังนี่เอง”
หลังจากทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กัน ไป๋เซี่ยงเลี่ยจึงจับมือเหวินเหรินชิ่งชิ่งแสดงเคารพ
“เลี่ยฉางเหล่า” เหวินเหรินชิ่งชิ่งรู้จักเขาเช่นกันและทักทายกลับตามารยาท
ไป๋เซี่ยงเลี่ยกวาดสายตามองทั้งสามคน เขาเผยรอยยิ้มและเอ่ยถาม “ทั้งสามท่านพึ่งออกมาจากสุสานโบราณหรือ ไม่ทราบว่าข้างในสุสานเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ สุสานถึงได้ถล่มลงมาพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกข้าก็ไม่รู้เช่นกัน จู่ๆ มันก็ถล่มลงมา พวกข้าก็พึ่งหนีออกมาได้” เหวินเหรินชิ่งชิ่งเอ่ยตอบ
“อ๋อ” ดวงตาไป๋เซี่ยงเลี่ยเป็นประกายวูบไหว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ แต่กลับยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้แล้วถามต่อ “เช่นนั้นแล้วคนในตระกูลไป๋เซี่ยงของกระหม่อมล่ะพ่ะย่ะค่ะ มิทราบว่าตอนองค์หญิงเสด็จออกจากสุสานได้เจอพวกเขาหรือไม่ แล้