เชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการอภิเษกสมรสหรือ
การอภิเษกสมรส!
หลังจากดวงตาของเจียงหลีเป็นประกาย ก็ได้หรี่ตาลงเล็กน้อยและเอนตัวพิงกับเก้าอี้ แล้วหัวเราะอย่างมีเลศนัย “เป่ยโหรวจะเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจยาเซียนด้วยการแต่งงานหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” จงเจิ้งเหยี่ยกล่าว
ทันทีที่กล่าวคำนี้ขึ้น ขุนนางของจยาเซียนก็ได้เริ่มถกเถียงกัน
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นในท้องพระโรง และเสียงนั้นมิได้เบาเลย เพียงแต่ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่
“พูดเรื่องอะไรกันอยู่ พูดเสียงดังหน่อย อย่าให้คณะทูตของเป่ยโหรวคิดว่าพวกท่านกำลังพูดถึงเรื่องที่มีลับลมคมนัยกันอยู่” เจียงหลีเผยสีหน้าอันเกียจคร้านขึ้น ทำให้แยกไม่ออกว่ากำลังทุกข์หรือสุขอยู่กันแน่
ภายใต้เสียงอันเฉื่อยชานั้น ปรากฏพลังอำนาจของราชาผู้น่าเกรงขามที่มิอาจขัดขืนได้
หญิงสาวคนนี้ไม่ธรรมดา! จงเจิ้งเหยี่ยแอบพูดในใจ
เขาและไป๋เซี่ยงไท่สื่อสารกันด้วยสายตา ส่งสัญญาณเตือนให้ระวัง แต่ทว่าแววตาอันหยิ่งผยองของคนหลังมิได้ลดน้อยลงไปเลย
ท่าทางเช่นนี้ ทำให้จงเจิ้งเหยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยและสงสัยในใจว่าการที่ฮ่องเต้ส่งไป๋เซี่ยงไท่มาร่วมกับคณะทูตด้วยนั้น คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่
“ในเมื่อเป็นคำสั่งของฮ่องเต้ พวกเราก็ไม่ควรจะมีความลับปกปิดกัน” ทันใดนั้น ขุนนางใหญ่จยาเซียนรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวกับคณะทูตจากเป่ยโหรวว่า “เป่ยโหรวจะผูกสัมพันธ์กับทางเราด้วยการแต่งงานนั้น