ก่อนเพคะ” อวี้ซูไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ลู่จ้านก็ถามขึ้นว่า “คนตระกูลหรงถูกขังอยู่ในคุกหลวง รอให้ฝ่าบาทตัดสินโทษ”
เจียงหลีประคองศีรษะขึ้น ดวงตาจับจ้องไปยังกองฎีกาเหล่านั้น มืออีกข้างพลิกไปมาอย่างสบายๆ นางถามว่า “มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างว่าราชกิจในวันนี้บ้าง”
“ทุกอย่างยังสงบดีพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จ้านตอบ
เจียงหลีเอามือวางบนกระดาษเหล่านั้นและเงยหน้ามองทั้งสอง “นำหลักฐานที่รวบรวมได้ เผยแพร่ไปทั่วแผ่นดิน ทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ต้องจัดการให้หมด ตระกูลของพวกเขาต้องตรวจสอบอย่างละเอียด และต้องถูกยึดคืนทรัพย์สิน ”
“เพคะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ทั้งสองพยักหน้า
“แล้ว…ตระกูลหรงล่ะเพคะ” อวี้ซูเอ่ยถามเสียงแผ่ว
เจียงหลีหรี่ตาลง ครู่ต่อมาก็กล่าวกับอวี้ซูว่า “เอากระดาษและพู่กันมา”
อวี้ซูก้าวไปข้างหน้าวางกระดาษให้เจียงหลี หลังจากฝนหมึกแล้วนางจึงยื่นพู่กันที่จุ่มหมึกให้กับเจียงหลี
เจียงหลีเขียนลงบนหนังสือสักพัก
ไม่รอให้อวี้ซูและลู่จ้านได้เห็นชัดเจน นางก็ทิ้งพู่กันลงแล้วออกคําสั่งกับอวี้ซูว่า “ส่งคนไปที่จวนตระกูลหรง ให้หรงจิ่งอ่านจดหมาย อืม ส่วนจวนตระกูลหรง…อย่างพึ่งทำอะไรแล้วให้หรงจิ่งตอบจดหมายก่อน”
“เพคะ” อวี้ซูพับกระดาษให้เรียบร้อยและถอยออกไป
เจียงหลีมองไปที่ลู่จ้าน มุมปากของลู่จ้านโค้งขึ้นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ส่วนข้าจะไปจัดการเรื่องอื่น”
ภายในจวนตระกูลหรง หรงจิ่งยังอยู่ในเรือนของตน ใช้ชีวิตอย่