พวกมารนอกรีตจากที่ใดกันแน่?”
“บังอาจใช้วิชาคาถามั่วซั่วเช่นนี้ ข้าคาดว่าผู้หนุนหลังคงเป็นพวกเทพเถื่อนที่ไร้กฎเกณฑ์เคร่งครัดกระมัง…เฮ้อ พ้นจากการดูแลของท่านเจ้าที่เมือง ก็ยากจะระงับความโกลาหลลงได้จริงๆ”
เขาตรวจตราอีกครั้งอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด
สุดท้ายก็จากไปอย่างวิตกกังวล
ทว่าลวี่หยางกลับยังไม่ปรากฏตัว ยังคงรักษาสภาพแห่งพลังปราณกำเนิดไว้อย่างอดทนเงียบงัน ใครจะไปรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะย้อนกลับมาโจมตีอีกหรือไม่?
หนึ่งวันผ่านไป
สองวันผ่านไป
จนถึงวันที่สาม ลวี่หยางจึงค่อยรวมกายกลับมาอย่างระแวดระวัง สายตาฉายแววฉงน
“จากไปจริงๆ งั้นหรือ? ไม่สงสัยเลยว่ามีคนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดหรือ?”
“ช่างไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย…”
ลวี่หยางใช้ใจคนวัดใจคน หากเป็นเขาเองคงแกล้งจากไปแต่แท้จริงแอบซ่อนอยู่ในเงา แวะเวียนกลับมาตรวจดูทุกระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหลบซ่อนอยู่จริง
ผลกลับปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่พบเบาะแสใดแม้แต่น้อย ก็หันหลังกลับโดยไม่ลังเล!
ลวี่หยางไม่เจอคนซื่อเช่นนี้มานานนักแล้ว
“ยิ่งไปกว่านั้น…ผู้นั้นช่างน่าสนใจ กลับมีฐานะอยู่ด้วย?”
ลวี่หยางลูบคางอย่างครุ่นคิด แม้ฐานะนั้นจะไม่สูง ยังไม่ถึงขั้นวางรากฐาน สูงสุดก็คงเทียบได้กับผู้บำเพ็ญถึงขอบเขตรวมลมปราณสมบูรณ์ และฝึกสำเร็จวิชาเทพหนึ่งสาย
ทว่าไม่ว่าจะต่ำเพียงใด ก็ยังนับว่ามีฐานะอยู่
แค่เพียงสิ่งนี้ก็เพียงพอให้เรื่องราวส่วนใหญ่ในโลกมนุษย์สามัญมิ