วยเมื่อรากเต๋าวางมั่น หาใช่เราตอบรับลมปราณ…แต่เป็นลมปราณที่ยอมตอบรับเรา แม้พลังวิชาจักร่อยหรอเป็นธรรมดา หากทว่ายังสามารถหล่อเลี้ยงด้วยตนเองได้
“ฉัวะฉัวะ!”
ลวี่หยางยกหัตถ์ข้างหนึ่งขึ้นประสานมุทรา สะบัดปลายนิ้วปลดปล่อยแสงเขียวเจิดจ้าออกมา พลันปราณธาตุไม้อันเชี่ยวกรากทะลักทะลายออกจากกายนั้น แผ่คลุมไปทั่วไพรพฤกษาโดยรอบในพริบตาเดียว!
เพียงชั่วพริบตา ใบไม้พลันงอกงาม ต้นไม้ผลิดอก ออกผล เหี่ยวแห้ง แล้วหมุนเวียนกลับสู่ความเขียวขจีอีกครา ประหนึ่งได้ผ่านพ้นฤดูทั้งสี่ในชั่วขณะ ลวี่หยางแลเห็นภาพนี้จึงพยักหน้าด้วยความพึงใจ พลังเคล็ดวิชายังใช้งานได้ นับเป็นข่าวดีอย่างมิอาจปฏิเสธ อย่างน้อยก็ยังมีพลังไว้ป้องกันตน
ขณะเดียวกัน คิ้วของลวี่หยางพลันขมวดขึ้นเล็กน้อย
“อืม? มีคนมา?”
วินาทีนั้น เขาจัดการกระจายร่างจำแลงของเฉินซิ่นอันออกในพริบตา เปลี่ยนให้กลายเป็นพลังปราณกำเนิดซ่อนตนไว้ ใช้เพียงจิตเทวะลอบสังเกตการณ์อย่างเงียบงัน
จากนั้น เพียงไม่นานก็เห็นเงาร่างผู้เฒ่าปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
และทันทีที่เขาก้าวสู่สถานที่นั้น กลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ก็ลอยอบอวลไปทั่วฟ้าดิน
ชายชราเบื้องหน้าผู้นั้นมีผมขาวใบหน้าอ่อนเยาว์ หลังโค้งค้อม เสื้อผ้าเรียบง่าย ท่วงท่าดูใจดีอารี ดวงตาที่หรี่เล็กเป็นเส้นมองกวาดไปยังพื้นที่ซึ่งลวี่หยางจัดวางไว้ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
ผ่านไปชั่วครู่ ชายชราผู้นั้นก็ขมวดคิ้ว สีหน้าฉายแววงุนงง
“เป็น