มวันต่อมา ประตูห้องลับก็เปิดออก ชายหนุ่มผู้นั้นเดินออกมา
“ฝ่าบาท!”
“ฝ่าบาท!”
เสินอวี่และอวี้ฉีที่รออยู่ข้างนอกมองมาที่เขาด้วยความกังวล
ใบหน้าใบนั้น ดูไม่ออกเลยว่ามีอารมณ์แบบไหนกัน ถ้าอย่างนั้น…ก็ถือว่าเป็นไปด้วยดี สะกดไว้ได้แล้วรึ
เสินอวี่และอวี้ฉีมองหน้ากัน รวบรวมความกล้าก้าวไปข้างหน้าและพูดกับเขาว่า “ฝ่าบาท พลังนั้นยังคงต่อต้านหรือว่าต้องการเตรียมพร้อมสำหรับการเกิดใหม่ในชาติหน้า”
“ไม่ต้องรีบ” เขาตอบเรียบๆ
ไม่รีบหรือ
ยังไม่รีบหรือ
อวี้ฉีต้องการที่จะเปิดปากพูด แต่ก็ถูกสายตาของเสินอวี่ห้ามเอาไว้
“เสินอวี่ ข้าจะออกไปสักพัก ประมาณสองวัน เจ้าต้องดูแลจัดการเรื่องในวัง” จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น
เสินอวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และอวี้ฉีก็งงงวยมากเช่นกัน
แต่ก็ไม่มีใครถามอะไรออกไป ได้แต่อำลาชายคนนั้นด้วยความเคารพ แล้วออกจากพระราชวังอย่างสง่างาม
“แปลกยิ่งนัก” อวี้ฉีส่ายหัวอย่างคิดหนัก
เสินอวี่ครุ่นคิดถึงสถานที่ที่ชายคนนั้นจากไปและพูดเบาๆ ว่า “ไม่รู้ว่าฝ่าบาทกำลังจะไปทิศทางไหน”
“ต้องการที่จะติดตามไปอย่างเงียบๆ หรือไม่” อวี้ฉีเข้ามาถามใกล้ๆ
เสินอวี่มองไปที่เขาและพูดด้วยสายตาคล้ายจะสื่อว่า ‘เจ้ากำลังมองหาที่ตาย’ “เจ้ากล้ารึ”
ร่างกายของอวี้ฉีสั่นสะท้านและถอยหลังสองก้าว “ข้าไม่กล้า”
เสินอวี่ถอนหายใจราวกับปลอบใจตัวเอง “ไม่ต้องกังวลไปหรอก ฝ่าบาทรู้อยู่แก่ใจ”
…
หนึ่งวันในพระราชวังเท่ากับโลกที่ว่างเปล่าทั้