“ขอสงบศึกอย่างนั้นหรือ”
เจียงหลียิ้มขึ้นมาอย่างหยอกเย้า นางเอาจดหมายเจรจาเพื่อสันติที่ซีเฉียนส่งดูอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็โยนไว้บนโต๊ะ
เจียงเฮ่ายิ้มเล็กน้อย แล้วพูดว่า “เล่ากันว่าหลังจากที่ข่าวการแพ้อย่างย่อยยับของทหารซีเฉียนแพร่ไปถึงเมืองอู๋เขิ่น ฮ่องเต้แห่งซีเฉียนโมโหมาก จนฆ่าข้าราชบริพารไปหลายคน เดิมที่วางไว้คือส่งทหารมาบุกอีก แต่ว่าถูกคนขององค์ชายรองห้ามไว้ บอกว่าเพราะพวกเราอยู่ในชัยชนะ ต้องหลีกเลี่ยงการปะทะ ขอสงบศึกก่อน ทำให้ความกล้าหาญฮึกเหิมของพวกเรากลับคืนมา รอให้เตรียมการอย่างรอบคอบ หลังจากนั้นค่อยเปิดศึกอีกครั้ง”
ที่มาของข่าวคราว มาจากสายสืบของราชวงศ์จยาเซียนที่แทรกซึมอยู่ในประเทศซีเฉียน
เจียงหลียิ้มอย่างสดใสมากขึ้น เพียงแต่สายตาที่มีความเยาะเย้ยและความหยอกเย้ากลับยิ่งชัดเจนมากขึ้น “เช่นนั้นก็ให้พวกมันมาเถอะ”
“จะตอบรับการเจรจาเพื่อสันติจริงๆ รึ” เจียงเฮ่าขมวดคิ้ว
เจียงหลียิ้มแล้วพูดว่า “มีเรื่องหนึ่งที่ประเทศซีเฉียนพูดถูก นั่นก็คือตอนนี้ไม่ใช่เวลาสู้รบที่ดีที่สุด” แววตาที่ใสสะอาดของนาง เหมือนว่ามองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ผู้บังคับบัญชาทหารซีฝางแห่งราชวงศ์จยาเซียนกลับมองนางด้วยความไม่เข้าใจ
เหมือนรับรู้ได้ว่าคนฝ่ายตนเองอยากรู้ เจียงหลีหรี่ตาทั้งสองข้างเล็กน้อย หุบยิ้มแล้วพูดว่า “การยกกำลังรับมือครั้งนี้ พวกเราก็ฉุกละหุก ไม่ทันได้ตั้งตัว ถ้าจะเปิดศึกจริงๆ พวกเราและซีเฉียนก็