ำลังใช้ความคิดอยู่นั้น เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่ออาเฉวียนเห็น จึงรีบวางของที่อยู่ในมือ และเดินตามเสียงฝีเท้านั้นไป
เมื่อผ่านไปชั่วขณะ อาเฉวียนได้เดินกลับมาพร้อมกับด้านหลังมีชายวัยกลางคนเดินตามมาด้วย และนี่คือบิดาของหรงจิ่ง ซึ่งบัดนี้เป็นนายใหญ่ประจำตระกูลหรง
“คุณชาย” อาเฉวียนรีบเดินมาตรงหน้าหรงจิ่งและเรียกเบาๆ
จากนั้น ค่อยๆ ถอยหลังไปยืนอยู่ตำแหน่งข้างกายเขา
“นี่มันเวลาอะไรแล้ว เจ้ายังมีกระจิตกระใจมาเล่นหมากล้อมอยู่ที่นี่” นายใหญ่แห่งตระกูลหรงมองไปที่ใบหน้าของหรงจิ่งและโมโหจนต้องระบายออกมา
หรงจิ่งวางหมากในมืออย่างไม่ตื่นตระหนก แล้วค่อยๆ เงยหน้ามองไปบนท้องฟ้า “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลากลางวัน ยังเช้าอยู่”
นายใหญ่ตระกูลหรงทำสีหน้าเกี้ยวโกรธและสะบัดแขนเสื้อเอ่ย “เจ้าก็รู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดถึงไม่ใช่เรื่องนี้!”
หรงจิ่งทำสายตาเหมือนไม่ใส่ใจ “แล้วท่านพ่อกล่าวถึงเรื่องใด”
นายใหญ่ตระกูลหรงหรี่ตา โดยแววตาแฝงไปด้วยความแหลมคมและความเคร่งขรึม เขาเดินเข้าไปหาหรงจิ่ง แล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า “เจ้าเคยพูดว่าตอนที่ลู่เจี้ยยังอยู่ ไม่ให้บุ่มบ่าม ข้าก็ฟังเจ้าแล้ว อดทนอยู่ใต้ตระกูลลู่อยู่ปีกว่า แต่ตอนนี้ลู่เจี้ยได้ตายไปแล้ว ตระกูลลู่ก็หาเรื่องใส่ตัว โดยให้เด็กสาวที่ยังไม่รู้ประสีประสามาเป็นผู้นำของคนทั้งแผ่นดิน หลังจากข่าวแพร่กระจายออกไป ได้เกิดเสียงวิจารณ์ไปทั่ว ผู้คนต่างรู้สึกกลัวถึงไม่ปลอดภัย กลัวจนคิดว่าอนาค