ี้ย” จู่ๆ เจียงหลีก็เอ่ยเรียกชื่อเขา
ลู่เจี้ยเก็บซ่อนความสับสนไว้ในใจแล้วหันมามองนาง “หืม”
“ข้าทรมานจังเลย” เจียงหลีพูดพลางโถมร่างใส่เขา
ลู่เจี้ยประหม่าในใจรีบเอ่ยถาม “เจ้าป่วยอีกแล้วหรือ”
เจียงหลีกะพริบตาปริบๆ ปีนป่ายบนร่างกายของชายหนุ่ม “ใช่น่ะสิ ข้าป่วยแล้วเจ้าต้องช่วยข้าคลายความเจ็บปวด”
เมื่อได้ยินคำพูดของนางแววตาลู่เจี้ยก็จมดิ่ง รู้ดีนางแค่โกหกเพื่อเอยากอาเปรียบเขาเท่านั้นแม่นางผู้นี้นี่เมื่อครู่ยังเสียใจที่ต้องจากกับสหายอยู่เฉย เผลอนิดเดียวก็บังอาจลักกินเต้าหู้เขาจนได้!
ทันใดนั้นลู่เจี้ยถูกผลักอย่างแรงจนล้มลงบนฟูกนอนโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่ผู้มาดร้ายกลับถือโอกาสนี้ปีนคร่อมทับร่างของเขา มิให้เขาได้ขัดขืน
“ลงมา!” ลู่เจี้ยเอ่ยเสียงเรียบ
เจียงหลีกลับไม่สนใจ นางหยิบหยกขาวออกมาจากลำคอของนางแล้วแกว่งไปมาตรงหน้าเขา “เจ้าทำได้อย่างไร”
“…” ลู่เจี้ยไม่ปริปากพูด
“เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ จี้หยกนี้ไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกัน” จู่ๆ เจียงหลีรู้สึกตระหนกใจ
ผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรต้องปิดบังขนาดนี้เชียวหรือ
“เพื่อเก็บพลังพวกนั้นเอาไว้ในจี้หยก เจ้าต้องทรมานตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าใช่หรือไม่” เจียงหลีจี้ถาม
“เปล่า” ลู่เจี้ยเอ่ยตอบ
เจียงหลีมองเขาอย่างกลุ้มใจและบังคับให้เขาเผชิญหน้ากับตนเอง “คนบ้า ดีกับข้าขนาดนี้เพราะอยากให้ข้าไม่มีวันลืมเจ้าใช่หรือไม่”
แววตาเจียงหลีวูบไหวเล็กน้อย ลู่เจี้ยขำออกมา “หลีเอ๋อ