เพราะคำพูดของมู่ชิงเกอจึงทำให้ลู่เจี้ยฉายแววผิดหวังออกมา
คำตอบนี้เขาคาดการณ์ได้ตั้งนานแล้ว ดังนั้นเขาจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย ในน้ำเสียงเกรงใจแฝงความห่างเหิน “ขอบคุณ ข้ารู้ดีว่าชีวิตของข้าเป็นอย่างไร แต่หลีเอ๋อร์ก็ยังไม่ยอมแพ้”
มู่ชิงเกอดวงตาวูบไหว พูดเสียงเรียบ “ชีวิตของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้ารู้แน่ชัดจริงๆ หรือ”
ลู่เจี้ยยิ้มเล็กน้อยไม่พูดอะไร
มู่ชิงเกอถามเขาอย่างสงสัยอีกครั้ง “หากข้าบอกว่า สิ่งที่ขาดไปในชีวิตของเจ้าคือจิตวิญญาณหลัก เจ้าเชื่อหรือไม่”
“เชื่อ เจ้าเป็นถึงสหายของหลีเอ๋อร์ นางเชื่อข้าก็เชื่อด้วย” ลู่เจี้ยตอบกลับไปด้วยท่าทีสงบเช่นเดิม
“หากข้าบอกว่าเจ้าจะอยู่ได้อีกแค่ครึ่งปีล่ะ” คำพูดของมู่ชิงเกอคมชัดยิ่งขึ้น
แต่ลู่เจี้ยกลับค่อยๆ คว้ามือนางเข้ามา “อย่าบอกหลีเอ๋อร์ได้หรือไม่”
“เจ้าไม่อยากให้นางรู้หรือ” มู่ชิงเกอหรี่ตา
ลู่เจี้ยไม่ตอบแต่ถามกลับ “เจ้ามา เพราะอยากพรากเจียงหลีจากไปใช่ไหม”
ประโยคนี้ทำเอามู่ชิงเกอกระตุกคิ้วเบาๆ นางคลี่ยิ้ม “เจ้านี่รู้ดีไปเสียทุกอย่าง ดูท่าทางเจียงหลีคงบอกเจ้าทุกเรื่องหมดแล้ว”
“ถูกแล้ว ด้วยอุปนิสัยของหลีเอ๋อร์หากนางถูกเปิดโปงนางยังจะปิดบังต่อไปอีกหรือ มู่ชิงเกอ หลีเอ๋อร์เคยเอ่ยถึงเจ้า เคยบอกว่าเจ้าคือคนที่สำคัญที่สุดของนาง” ลู่เจี้ยกล่าว
“นางพูดเช่นนี้จริงหรือ” มู่ชิงเกอยิ้มล้อเลียน
“แน่นอน” ลู่เจี้ยพยักหน้า