เห็นเขาหยุดเขียน นางจึงพูดหยอกล้อว่า “ผู้เฒ่าลู่น่าจะเป็นฮ่องเต้ที่อายุเยอะที่สุดขณะที่ขึ้นครองราชย์ในประวัติศาสตร์แล้วกระมัง”
ลู่เจี้ยวางพู่กันลงไว้บนที่วาง เงยหน้ามองนาง “เจ้าควรเรียกท่านปู่ว่าท่านพ่อ หรือว่าท่านพ่อบุญธรรม”
เจียงหลีทำเสียงหัวเราะออกจมูก พูดอย่างหยอกล้อว่า “ท่านอยากจะเตือนข้าว่าท่านเป็นคนวางแผนเรื่องของข้ารึ” ให้นางเรียกลู่วั่งชวนว่าพ่อ ไม่มีทาง
ลู่เจี้ยเม้มปากหลุบตามองต่ำ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เห็นเขาเงียบไป เจียงหลียืนขึ้นมา เดินไปข้างหน้าโต๊ะแล้วมองตาเขา “ทำไมคนที่ขึ้นครองราชย์ถึงไม่เป็นท่าน หรือไม่ก็เป็นลู่เสวียนเจ้าเด็กหนุ่มนั่น”
ลู่เจี้ยตอบกลับอย่างสงบนิ่ง “ร่างกายของข้า ไม่สามารถทำงานหนักได้ เสี่ยวเสวียนก็ไม่มีคุณสมบัติพอจะขึ้นเป็นฮ่องเต้”
“เช่นนั้นตามที่ท่านพูด หลังจากรอให้ผู้เฒ่าอายุร้อยปี ราชวงศ์ที่ตระกูลลู่ของพวกท่านสร้างขึ้นมาจะไม่มีคนสืบทอด” เจียงหลีตั้งใจพูดโจมตีเขา
นางไม่ชอบมองเขาที่มองความเป็นความตายทะลุปรุโปร่งด้วยควาบสงบแบบนี้
“ไม่หรอก” ลู่เจี้ยตอบอย่างมั่นใจ
“……” เจียงหลีพูดมาออก เขาเอาอะไรมามั่นใจขนาดนี้
“มานี่” ทันใดนั้นลู่เจี้ยก็สั่งเจียงหลี
ได้ยินน้ำเสียงของเขา เจียงหลีพูดอย่างไม่สบายใจว่า “ตอนนี้ฐานะของข้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ท่านต้องเคารพข้า”