หลังจากที่คังอ๋องดูข่าวคราวในมือเสร็จ ก็เผาทิ้งไปกับเปลวไฟ เขาพูดกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มว่า “ลู่เสวียนนี่ก็นับว่าฉลาด รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่กลัวผู้ที่แข็งแกร่งกว่า”
มู่หว่านโหรวเม้มปาก “เสด็จพ่อ ในบรรดาทายาทของราชวงศ์ก็ถูกลู่เสวียนสังหารไปไม่น้อย จวนคังอ๋องของพวกเราจะยังไม่ทำอะไรอีกหรือเพคะ”
“นั่นเป็นบุญคุณและความแค้นระหว่างตระกูลลู่และฝ่าบาท เกี่ยวอะไรกับพวกเรา” คังอ๋องมองนาง ภายใต้รอยยิ้มนั้น ทำให้ยากต่อการคาดเดาความหมายที่แท้จริงได้
มู่หว่านโหรวขมวดคิ้ว
คังอ๋องกลับหยอกล้อในเวลานี้ “เดิมที่เจ้าได้หมั้นหมายกับลู่เจี้ย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเจ้าใจร้อน ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะได้เป็นฮ่องเฮาราชวงศ์ใหม่ไปแล้ว”
“เสด็จพ่อเพคะ!” ได้ยินคำพูดนี้ มู่หว่านโหรวขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
คังอ๋องหัวเราะขึ้นมา มองลูกสาวแล้วพูดว่า “หว่านโหรวของตระกูลข้าคือหงส์ที่สามารถทะยานขึ้นถึงสวรรค์ทั้งเก้าได้ ตำแหน่งฮ่องเฮาแค่นี้ จะไปมีค่าอะไร ท้องฟ้าของเจ้าคงจะกว้างใหญ่กว่านี้”
ในดวงตาที่ใสแจ๋วของมู่หว่านโหรว เผยให้เห็นความประหลาดใจ นางมองพ่อของตัวเอง ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา
ในตอนนี้คังอ๋องกลับหุบยิ้ม “หว่านโหรว พ่อได้เตรียมการทุกอย่างไว้หมดแล้ว คืนนี้พวกเราจะไปจากโฮ่วจิ้น เดินทาง…ไปจากหนานฮวง”
มู่หว่านโหรวมองคังอ๋องด้วยความตกใจ เหมือนว่าไม่เคยได้ยินคำพูดนี้ของเขามาก่อน “พวกเราจะไปกันตอนไหนนะเพคะ”