ลู่เสวียนเบะปาก เขามีสีหน้าเก้อเขินเล็กน้อย “ไม่ต้องขอบใจ เจ้าไม่กลัวถูกพี่ใหญ่ข้าตำหนิ ยอมไปเป่ยฝางเป็นเพื่อนข้า ข้าต้องปกป้องเจ้าเป็นธรรมดา”
…
ในขณะเดียวกันเมืองหลวงซั่งตูที่ยังคงเจริญรุ่งเรืองมีความมืดมนคืบคลานเข้ามารอบด้าน
บรรดาลูกศิษย์จากทั้งสำนักหลิงอู่และสถาบันไป๋หยวนต่างเร่งรีบรวมพลมุ่งสู่เป่ยฝาง อย่างไรเสียนี่คือพระราชโองการจากฮ่องเต้มิสามารถฝ่าฝืนได้
ที่แตกต่างกันก็คือสำนักหลิงอู่ใช้วิธีการคัดเลือกคนไป ส่วนทางสถาบันไป๋หยวนเปิดรับคนที่มาสมัครด้วยตนเอง
ณ จวนตระกูลหรง หลังจากหรงจิ่งฝึกฝนวรยุทธ์เสร็จแล้วบริเวณหน้าอกยังคงรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อย ตอนนั้นพลังหมัดของเจียงหลีไม่เบาเลยจริงๆ
หรงจิ่งยกมือขึ้นกุมหน้าอกแล้วอมยิ้มกล่าวกับตนเอง “แรงของเด็กคนนี้เอาเรื่องจริงๆ”
ขณะนี้มีเงาร่างคนวูบไหวอยู่นอกประตูเขาจึงเอามือลงดวงตาจดจ่อ “มีเรื่องอะไร”
เงาคนผู้นั้นคุกเข่าลงหนึ่งข้างน้ำเสียงเคารพยำเกรงดังลอดมาจากด้านอกประตู “คุณชายขอรับ นายท่านถามว่าท่านจะมุ่งหน้าไปเป่ยฝางหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ไป” หรงจิ่งปฏิเสธอย่างไม่คิด
คนที่คุกเข่าไม่เอ่ยอะไรอีกและกำลังรีบลุกถอยกลับไปบอกคำตอบ
แต่เมื่อเขากำลังจะขยับหรงจิ่งก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “รอเดี๋ยว”
“คุณชายมีคำสั่งอะไรหรือขอรับ” คนที่อยู่นอกประตูหันมาและโค้งคำนับมือทั้งสองข้างกำหมัด
“ลู่เจี้ยอยู่ที่ไหน” หรงจิ่งถามเมื่อมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา