เมื่อพูดจบเขาจึงเพิ่มอีกหนึ่งประโยค “ที่จริงข้าคิดว่าด้วยความเก่งกาจของเจ้า ในอัจฉริยะทั้งสิบแห่งเมืองหลวงนอกจากหรงจิ่งกับฉินหวานคู่แล้วคนอื่นต่างไม่มีค่าพอให้เกรงกลัว”
เจียงหลีหันไปมองดวงตาเรียวคมของลู่เสวียนอย่างนึกขำในใจ
ท่าทาง ‘สนิทสนม’ ของทั้งสองกลับทำให้ดวงตาของโจวยวนลุกเป็นไฟอดใจไม่ไหวถึงขั้นพุ่งตัวเข้าไปแยกสองคนให้ออกจากกัน
โชคดีที่ลู่เสวียนไม่ได้พูดกับเจียงหลีนานนักจึงถอยออกไปจากสนามรบ
เจียงหลีกับมู่ชิงเหยียนต่อสู้กันต่างมีคนช่วยเหลืออยู่รอบตัว ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่การแลกเปลี่ยนส่วนตัวกันของพวกเขาอีกแต่กลับกลายเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเกียรติยศศักดิ์ศรีระหว่างสถาบันไป๋หยวนกับสำนักหลิงอู่ไปเสียแล้ว
ความเคลื่อนไหวนี้ทวีความวุ่นวายมากขึ้น แม้กระทั่งอัจฉริยะทั้งสิบแห่งเมืองหลวงต่างก็ถูกดึงดูดเข้ามา
“เริ่มกันเถอะ” มู่ชิงเหยียนเริ่มรุกฆาต
นางไม่ได้ปลดปล่อยเนตรญาณออกมาแต่ด้วยการฝึกตนขั้นหลิงเจี้ยงจึงทำให้วรยุทธ์แพรวพราวยิ่งนัก
หากกล่าวอย่างจริงจังนี่ยังเป็นการต่อสู้ครั้งแรกของเจียงหลีหลังจากยกระดับถึงหลิงเจี้ยง อีกทั้งการเผชิญหน้าต่อสู้กับมู่ชิงเหยียนนางกลับแสดงท่าทางไม่รีบร้อน
แต่เห็นว่านางค่อยๆ ยกมือขึ้นนอกจากฝ่ามือเล็กจะอ่อนพลิ้วไร้กระดูกแล้วฝ่ามือโปร่งใสขนาดใหญ่ ควบแน่นขึ้นมาช้าๆ อย่างน่าประทับใจ
ฝ่ามือนั้นขาวราวกับหยกช่างดูศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง