ลู่เจี้ยกลับยิ้ม “ในสายตาของผู้คน ข้าเป็นเพียงนายน้อยผู้ล้มป่วยซึ่งไม่มีอะไรนอกจากความงาม คงจะทำให้หรงจิ่งผู้ที่มีทั้งความสง่างามและอนาคตก้าวไกลต้องลำบากใจแล้วที่ต้องมีชื่อเสียงเคียงคู่กันกับข้า”
“ก็ดีกว่าผู้มีชื่อเสียงในเรื่องผู้ลากมากดีอย่างฉินเทียนอีแล้วกัน” เจียงหลีเบ้ปาก ไม่ชอบที่ลู่เจี้ยดูถูกตัวเองเช่นนี้
พอได้ยินนางเอ่ยชื่อของผู้ชายอีกคน กอปรความอยากรู้อยากเห็นต่อผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอีกคน ดวงตาของลู่เจี้ยก็หม่นหมอง
อืม…ใครบอกเจ้าว่าข้าอยู่ที่นี่
ลู่เจี้ยเล่นถ้วยสุราในมือและจ้องมองอย่างเงียบๆ
เจียงหลีมิได้สนใจอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเขาเลย พร้อมกับหันหลังกลับไปมองหน้าหรงจิ่งอีกครั้ง
“พวกท่านรู้จักกันหรือ เหตุใดเขาถึงนัดท่านมาที่นี่” เจียงหลีเอ่ยถามอย่างสงสัย
ลู่เจี้ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนทั้งห่างเหินและสนิทสนมในคราเดียวกัน “เขาคิดเสมอว่าข้าไม่ควรเป็นที่รู้จักของคนใต้หล้าเพียงเพราะความงามเท่านั้น”
เจียงหลีกล่าวด้วยความตะลึงงัน “เขากำลังสงสัยในตัวท่านหรือ” สายตาที่ชื่นชมของนางเปลี่ยนเป็นหวาดระแวงทันที “เขาอยู่ฝ่ายไหนหรือ”
มิตรหรือศัตรู
“ไม่ใช่ทั้งสองฝ่าย หรงจิ่งไม่ถูกใครโน้มน้าวได้ง่ายหรอก” ลู่เจี้ยฟังออกถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของนาง ความหม่นหมองในดวงตาคู่นั้นก็ถูกกวาดทิ้งออกไปแล้ว