พอพลังวิญญาณบนสังเวียนสูญสลายไปหมดแล้ว ฝูงชนก็พบว่านายน้อยหงเดิมทีที่มีคำสาบานเต็มไปด้วยน้ำใสใจจริงน่าเชื่อถือ บัดนี้กลับนอนจมลงกับพื้นอย่างไม่รู้สึกตัว
พวกเขารู้สึกว่าสาวน้อยตัวเล็กคนนี้เดิมทีควรได้รับการสั่งสอน บัดนี้ กลับยืนนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับตบมือราวกับว่าปัดฝุ่นก็ไม่ปาน
แน่นอนว่าเสียงตบมือดัง เพี๊ยะๆ นั้น กลับทำให้ทุกคนรู้สึกแสบแก้วหูเป็นพิเศษราวกับว่าเสียงนั้นตบไปที่แก้มของพวกเขาเอง
“บอกแล้วว่าถ้าเจ้าให้ข้าลงมือก่อน เจ้าก็ไม่มีโอกาสออกอาวุธแล้ว” คำพูดที่คมชัดและสงบนิ่งเช่นนี้ พูดออกมาจากปากของหญิงสาวที่สวมชุดดำบนสังเวียน ทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างถึงกับนิ่งอึ้งไปตามๆ กันและค่อยๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว
“หลียาโถ่ว ยอดเยี่ยมมาก! ” ลู่เสวียนตื่นเต้นยิ่งกว่าเจียงหลีเองเสียอีก
เจียงหลียิ้มให้แก่เขาและชี้นิ้วไปที่สุนัขรับใช้สองตัวที่กำลังจะวิ่งหนีออกไป “พวกเจ้าทั้งสองก็เป็นเด็กใหม่ของสถาบันไป๋หยวนด้วยล่ะสิ”
คนทั้งสองที่ถูกเจาะจงชื่อ หลังของพวกเขาก็เย็นเยือกอย่างพร้อมเพียงกัน และต่างสบตากันโดยแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
แน่นอนว่าพวกเขาเป็นเด็กใหม่ของสถาบันไป๋หยวนและมิได้เก่งเท่านายน้อยหง ถึงได้พึ่งพาเขา แต่บัดนี้ แม้แต่นายน้อยหงยังพ่ายแพ้ต่อสาวน้อยผู้นี้อย่างราบคาบ พวกเขาทั้งสองจะสู้ไหวได้อย่างไรเล่า