ขณะนี้ ทั้งในตำหนักบุปผา นอกจากพระชายาลู่แล้ว ทุกคนต่างถูกดึงดูดโดยเงาร่างยาวที่กำลังเดินเข้ามา
บุคคลรูปงามเดินเข้ามาอย่างพลิ้วไหวราวกับเป็นเทพบุตรและเหมือนกับซาตานภายใต้จันทรา ระหว่างที่เขาแกว่งมือและเดินอยู่นั้น ก็ได้เปล่งประกายความงดงามตระการตา ซึ่งทำให้ผู้คนไม่สามารถละสายตาไปได้เลย แต่ก็มิกล้าไม่เคารพนอบน้อม
ทันทีที่ใบหน้าหล่อเหลางดงามเช่นนั้นปรากฏขึ้น ไม่มีสายตาคู่ใดที่จะจ้องมองไปที่คนอื่นได้เลย ราวกับว่ายินยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับรอยยิ้มที่งดงามนั้น
ฉู่เฟยชิงซึ่งนั่งอยู่บนแท่นสูง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมองเงาที่อยู่ภายในท้องพระโรงด้วยความหลงใหล ความป่าเถื่อนในดวงตาคู่นั้นได้เต็มไปด้วยความใคร่และอยากได้มาครอบครอง เป็นเพราะลู่เจี้ยจึงทำให้เกิดคลื่นอารมณ์กระทบเป็นระลอกเช่นนี้
แม้แต่ฉุนกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างๆ นาง พอเห็นลู่เจี้ยแล้ว ก็ปรากฏสีแดงก่ำจางๆ บนแก้มทั้งสองข้างและแววตาก็เต็มไปด้วยท่าทางเขินอายของหญิงสาววัยแรกรุ่น
“มีบุคคลที่งดงามเช่นนี้อยู่บนโลกได้อย่างไร” ฉู่เฟยชิงพึมพำกับตัวเองด้วยความประหลาดใจ
และทุกคนในท้องพระโรงก็เห็นด้วยในใจเช่นกัน ใช่แล้ว จะมีบุคคลที่งดงามเช่นนี้อยู่บนโลกได้อย่างไร ความงดงามของลู่เจี้ยทำให้ผู้ชายอย่างเขา แม้จะไม่สามารถค้นเจอความงามตามแบบฉบับของผู้หญิงได้ แต่เขาก็ทำได้เพียงใช้คำว่างดงามมาอธิบายรูปลักษณ์ของเขาเท่านั้น