ลู่เสวียนก้มหน้าลงหัวเข่าทั้งสองของตน มองด้วยสายตาเห็นใจ เข่าหนอเข่า ช่างสงสารเจ้าเหลือเกิน เขารู้สึกว่าเข่าจะเสื่อมเสียแล้วสิ!
คร่ำครวญกับชะตากรรมชีวิตตัวเองในหนึ่งเดือนข้างหน้า ทำให้ลู่เสวียนลืมไปเลยว่าพี่ใหญ่ของตนยังไม่ได้ตอบคำถามเขาเลย
ลู่เจี้ยในตอนนี้ได้มาถึงเรือนที่เจียงหลีพักอยู่ เดินเข้าประตูมาก็เห็นฝาแฝดผู้น้องอวี้เฉิน ก็คุกเข่าต่อหน้าเขา “นายน้อย”
ลู่เจี้ยไม่ได้สนใจเขา รูปร่างสูงโปร่งเดินผ่านหน้าเขาไป แขนเสื้อกว้างใหญ่ไหลผ่านหัวอวี้เฉิน เกิดสายลมเบาๆ พัดผ่านกลางอากาศที่แฝงด้วยกลิ่นหอมจางๆ
อวี้เฉินเกิดอาการสติหลุด รอเขาได้สติอีกที ลู่เจี้ยก็เดินหายลับตาไปแล้ว เขาตกใจจนรีบลุกจากพื้นทันที ตามไปอย่างรวดเร็ว
“นายน้อย!” น้ำเสียงอวี้เฉิน เจือด้วยความร้อนใจ รบกวนเจียงหลีที่กำลังรักษาตัวอยู่ข้างในและยังมีอวี้ซูทายาให้นางอยู่ ทว่า พูดจบ ร่างสูงใหญ่ในชุดสีม่วง เดินเข้ามาเหมือนเข้าห้องตัวเอง
“ออกไป!” เจียงหลีขมวดคิ้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ตอนนี้นางเปลือยร่างท่อนบนนอนคว่ำกับเตียง ให้อวี้ซูทำความสะอาดแผลบนผิวหนัง ลู่เจี้ยเดินเข้ามาเช่นนี้ ก็เห็นหมดน่ะสิ ถึงแม้ว่าเรือนร่างนางตอนนี้ไม่มีอะไรน่าดู แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกอีตาบ้านี่เอาเปรียบง่ายๆ นะ นอกจากว่า เพื่อความยุติธรรม เขาควรเปิดให้นางดูบ้าง?