“เจ้า…ที่แท้เจ้าก็บรรลุระดับหลิงไซว่แล้ว!” เฮ่อเหลียนเฟิงหน้าถอดสี จากนั้นจึงรีบถอยไปข้างหลังจึงจะบรรเทาจากแรงกดดันนั้นได้
หลิงซื่อ หลิงเจี้ยง หลิงไซว่ ดูแล้วต่างกันเพียงสามระดับเท่านั้น แต่ในทุกๆ ระดับแบ่งออกเป็นถึงเก้าขั้น!
ในแต่ระดับต่างก็ต้องก้าวกระโดดไปทีละขั้น ถ้านับดูเริ่มจากหลิงซื่อขั้นที่หนึ่งไต่ระดับไปจนถึง
หลิงไซว่ขั้นที่หนึ่ง เช่นนั้นก็ห่างกันถึงสิบเก้าระดับเลยน่ะสิ!
หนทางการฝึกฝนยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นไปก็ยิ่งยาก ระดับยิ่งสูงระยะห่างยิ่งมาก
อาณาเขตหลิงไซว่อยู่ในจุดสูงสุดของราชวงศ์โฮ่วจิ้นไปเสียแล้ว
เกรงว่าเฮ่อเหลียนเฟิงแม้จะเป็นหลิงเจี้ยงในระดับแปดแล้ว ต่อให้กำลังเผชิญหน้ากับลู่จ้านระดับลิงไซว่ต่างก็ต้องรู้สึกถึงวิกฤตรุนแรง
“เรื่องการฝึกฝนเนตรญาณของลู่จ้าน ข้าเข้าใจว่าเป็นเรื่องลือมาโดยตลอด มีคนกล่าวว่าเขาเป็นหลิงเจี้ยงระดับเก้า แล้วก็มีคนกล่าวอีกเช่นกันว่าเขาเข้าสู่หลิงไซว่ไปตั้งนานแล้ว ดูท่าทางวันนี้ข้อถกเถียงนี้คงจะมีผลสรุปเสียแล้วล่ะ” อู๋เชียนที่มาด้วยกันกับเฮ่อเหลียนเฟิงพูดจาแปลกๆ
หนานอู๋เฮิ่นยิ้มพยักหน้า “ตระกูลลู่แห่งซูหนานนี่ยอดเยี่ยมเสียจริง”
อู๋เชียนจ้องเขาเขม็งแล้วมองไปที่มู่หว่านโหรว “องค์หญิง ท่านคิดว่า…”
“ข้าเป็นแค่แขกผู้มาเยือนซูหนานเท่านั้น” มู่หว่านโหรวรู้ดีว่าเขาจะถามอะไรก็หยุดเขาด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชา