คำพูดนี้ก็หมายความว่านางจะไม่ยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องนี้เป็นอันขาด
เมื่อฟังออกว่าคำพูดนางสื่อถึงสิ่งใด อู๋เชียนจึงทำได้เพียงแค่หุบปาก
ทางด้านฝ่ายตรงข้ามของพวกเขา มีรถม้าหนึ่งคันมาถึงตั้งนานแล้ว
ภายในรถม้า เจียงหลีตื่นขึ้นมาแล้ว นอนหลับในอ้อมกอดของลู่เจี้ยได้ผลดียิ่งกว่าการได้กินยาครอบจักรวาลเสียอีก ตอนนี้ไม่ปวดเอวไม่ปวดขาแล้ว ร่างกายดีขึ้นอย่างมาก
นางเห็นพลังที่แท้จริงของลู่จ้านแล้วแอบแปลกใจ หันไปถามคนรูปงามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เอิกเกริกเช่นนั้น ท่านไม่กลัวหรือ”
ลู่เจี้ยยกยิ้มแล้วย้อนถาม “หากตระกูลลู่ทำการเงียบๆ จะสามารถหลีกเลี่ยงการคาดเดาของผู้คนได้ด้วยหรือ”
“…” เจียงหลียิ้มแหยๆ คำตอบเป็นที่ชัดเจนดีอยู่แล้ว
ใช่สิ ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ขจัดความสงสัยของคนบางคนไม่ได้แล้วทำไมจะต้องทำเรื่องหน้าไหว้หลังหลอกด้วย
เจียงหลีลุกขึ้นยืนบนรถม้าทำท่าจะออกไป
ลู่เจี้ยเองก็ไม่ขัดขวางนาง ปฏิกิริยาเช่นนี้กลับทำให้เจียงหลีที่กำลังจะก้าวขาออกไปหันกลับมาลองใจเขา “ข้าจะออกไปแล้วนะ”
ลู่เจี้ยงยิ้มเล็กน้อย “ในซูหนานแห่งนี้ เจ้าอยากทำเยี่ยงไรก็ตามใจเถอะ”
น้ำคำนี้เล่นเอาเจียงหลีควบคุมมุมปากไม่ได้จึงยิ้มออกมา จะทำเยี่ยงไรดี พ่อหนุ่มรูปงามสกุลลู่ผู้นี้นับวันยิ่งถูกใจนางจนนางอยากลักพาตัวไป!
“เด็กดี” เจียงหลียื่นมืออกไปในขณะที่เขาไม่ทันได้ระวังตัวก็หยิกไปที่แก้มนิ่มของเขาเบาๆ แล้วหันหลังรีบกระโดดลงจากรถม้า