“ท่านอาจารย์หนานกล่าวเช่นนี้ ไม่เกินจริงไปหน่อยหรือ” มู่หว่านโหรวไม่ได้เห็นกับตา เพียงแค่ได้ยินหนานอู๋เฮิ่นวิพากษ์วิจารณ์เข้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงอดถามเสียมิได้
อย่างไรเสียคนที่นางจับตาดูคือไป๋หลี่เฟิ่ง ส่วนเจียงหลีก็เป็นเพียงแค่นางทาสของลู่เจี้ยเท่านั้น
หนานอู๋เฮิ่นยิ้มเล็กน้อยมิได้ต่อล้อต่อเถียงนางแต่อย่างใด เพียงถามแค่ว่า “องค์หญิง นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของข้าเอง โปรดอย่าได้จริงจังไปเลย”
เมื่อกล่าวจบเขาก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะลั่นราวกับว่าอารมณ์ดีเสียเต็มประดา
หนานอู๋เฮิ่นหัวเราะอย่างมีความสุข แต่อู๋เชียนกลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แววตามู่หว่านโหรวเปลี่ยนไป คิ้วขมวดมองเขาที่หัวเราะเสียยกใหญ่อย่างครุ่นคิด
ในกลุ่มคน ไป๋หลี่เฟิ่งเอาแต่มองที่ประตูจวนตระกูลลู่ บรรยากาศวังเวงเช่นนั้นยังคงอบอวลอยู่รอบกาย
เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร เพียงแค่สนใจเล็กน้อยว่าถ้าเจียงหลีสามารถฆ่าหลิงเจี้ยงได้ถึงสามคน เขาอยากสู้กับนางสักตั้งจริงๆ!
เสียดายที่วันนี้น่าจะไม่มีโอกาสเสียแล้ว
ไป๋หลี่เฟิ่งเม้มปาก เขาละสายตาก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าออกไป
เมื่อเขาขยับจึงเรียกจุดสนใจของมู่หว่านโหรว เฮ่อเหลียนเฟิงรีบถาม “ไป๋หลี่เฟิ่ง เจ้าจะไปไหน”
ไป๋หลี่เฟิ่งหยุดเดิน “งานประลองชิงเจียวไม่จำเป็นต้องประลองกันอีกต่อไปแล้วเหตุใดข้าน้อยจำจะต้องอยู่ต่อ”
เหิมเกริมยิ่งนัก!
คนโดยรอบต่างก็รู้สึกเช่นนั้นด้วย