ยามค่ำคืนมีม้าเร็วที่ได้รับคำสั่งจากจวนตระกูลลู่พุ่งทะยานออกจากประตูเมืองซูหนานมุ่งหน้าสู่หุบเขาปู้กุย หุบเขาที่รับฉายาว่าไม่มีวันหวนกลับเงาร่างที่ดูรีบร้อนทำให้ทหารรักษายามประตูเมืองพูดคุยกันเสียงต่ำ “คนจากจวนลู่ผู้นี้ รีบร้อนออกเมืองกลางดึก มีเหตุอันใดหรือ”“นี่ต้องให้เดาอีกหรือ ต้องเกิดเรื่องแน่นอน”“เจ้ามาใหม่ใช่หรือไม่ ผู้ที่ก่อความวุ่นวายใหญ่โตในจวนลู่มีเพียงผู้เดียว”“อ๋อ เจ้าหมายถึงนายน้อยรูปงามตระกูลลู่”“นับว่าเจ้านั้นไม่โง่ เล่ากันว่าตอนนายน้อยลู่เกิดมา สวรรค์จงใจสร้างให้เขามีวิญญาณน้อยกว่าคนทั่วไป ฉะนั้นร่างกายจึงอ่อนแอเจ็บออดๆ แอดๆ ยังมีคนเคยพูดว่าเขาอายุไม่ยืนจะตายเร็ว ดูท่าทางรีบร้อนของผู้อารักขาจวนลู่ แน่นอนว่านายน้อยอาการกำเริบและคงสาหัสมาก”“แต่ว่าอาการกำเริบขนาดนี้ เหตุใดคนในจวนลู่ถึงไม่ไปตามนายท่าน ออกนอกเมืองทำไม ทางข้างหน้าเป็นทางไปหุบเขาปู้กุย ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีหมอเทวดาแถวหุบเขานั่น”“เอ่อ อันนี้ข้าก็ไม่รู้แล้ว”“พวกเจ้าสองคนหุบปาก เรื่องในตระกูลลู่เป็นเรื่องพวกเจ้านินทาลับหลังสนุกปากได้ตั้งแต่เมื่อใด” ทันใดนั้นผู้บังคับบัญชาปรากฏตัวขึ้นหุบปากทหารสองคนที่กำลังนินทาทั้งสองคนหุบปากไม่กล้าพูดมากอีกผู้บังคับบัญชาคนนั้นยังคงไม่ไปไหน กวาดสายตาคมมองทั้งสองคนและกล่าวตักเตือน “ฟังไว้ การคาดเดาไม่มีเหตุผลของพวกเจ้า ถ้าหากแพร่ออกไป ข้าจำเป็นต้องรายงานเจ้าเมือง ใช้กฎหมายทหารจ