“ใช่แล้วเจ้าค่ะ นายท่านใหญ่ ยามปกติที่นังเจียงหลีอยู่ในบ้านก็อวดดีจนเคยตัว และไม่เคยมองผู้ใดอยู่ในสายตา พวกเราที่เป็นผู้ตกยากลำบากได้มาพึ่งบารมีของตระกูลเย่ว์ เดิมทีก็ควรจะสำเหนียกและเจียมตัว แต่นังตัวดีนั่น กลับทำเรื่องลักขโมยในตระกูลเย่ว์ ข้าผู้เป็นอาสะใภ้จึงเอาตัวนางไปขาย เพื่อให้นางได้รับบทเรียนเสียบ้าง แล้วผ่านไปสักพักก็จะไถ่ตัวนางคืน ใครจะรู้ว่า นางกลับได้เข้าไปถึงจวนของตระกูลลู่ ครั้นพวกเราไปเยี่ยมนาง เพราะกลัวว่านางต้องประสบกับความขื่นขมเหนื่อยยาก แต่นางกลับเหยียดหยามพวกเราด้วยความจองหองลำพองใจ เฮ้อ ไม่เห็นค่าความตั้งใจดีของพวกเราก็ไม่เป็นไร แต่ยังพูดยุยงให้อารักขาของตระกูลลู่ทำร้ายหนานซีอีก เห็นได้ชัดว่านี่คือคนที่กินบนเรือนขี้รดหลังคาชัดๆ” เหอซื่อพูดใส่สีตีไข่
เจียงอวี๋ก็พูดเสริมด้วยว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านลุงเย่ว์ เจียงหลีคนนั้นยังพูดอีกด้วยว่า จะเขียนหนังสือถอนหมั้นส่งมาที่จวนตระกูลเย่ว์ นี่ไม่ใช่ว่ากำลังจะทำให้ตระกูลเย่ว์ต้องอับอายขายขี้หน้าหรอกหรือเจ้าคะ”
“อะไรนะ! นางพูดว่าจะถอนหมั้นกับตระกูลเย่ว์เชียวหรือ หน็อย! งานแต่งครั้งนี้เป็นโมฆะไปตั้งนานแล้ว หนังสือถอนหมั้นนี่ ก็ต้องให้ฝ่ายตระกูลเย่ว์ของเราเป็นคนเขียนต่างหาก” เย่ว์ชิงหลิวโกรธจนใบหน้าแดงซ่าน