“ยังไงซะที่นั่นก็เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่นี่นา”
“ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ เฮอะ ก็แค่กลุ่มคนบ้าล่ะวะ”
หลิวฉิงหยุน สบถออกมาอย่างไม่ยำเกรง
เฉินเฉียงเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดและท่าทางของหลิวฉิงหยุนแต่อย่างใด
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม ชายแก่ตรงหน้าเขาก็ถูกผู้อาวุโสแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์เหยียบย่ำศักดิ์ศรีและพรากชีวิตหลานชายสุดที่รักไปในถิ่นของตนต่อหน้าต่อตาและธารกำนัล
อย่างไรก็ตาม หากว่าเขานั้นจะทำให้เขาได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างของวิหารศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ราวกับหลิวฉิงหยุนเข้าใจความคิดของเฉินเฉียง เขาได้ยกมือขึ้นห้ามปรามแล้วพูดออกมา “ไอ้หนู อย่าพึ่งคิดว่าเป็นเพราะข้าถูกกระทำย่ำยีจากไอ้พวกเวรตะไลนั่นแล้วทำให้ข้าพึ่งจะมาคิดเช่นเห็นชาติพวกมันเพียงแค่หลังจากนั้น”
“ข้าขอบอกความจริงกับเจ้า เมื่อสิบปีก่อน ข้าเองเคยเป็นส่วนหนึ่งของพวกมันมาแล้ว”
“ห้ะ” เฉินเฉียงตกใจจนอุทานออกมา เขาไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าจะมีใครบางคนที่ได้เข้าไปในวิหารศักดิ์แล้วคิดจะออกมา ดูเหมือนว่าหลิวฉิงหยุนเองก็จะไม่ใช่ธรรมดาอย่างที่เขาคิดซะแล้ว
โดยไม่รอให้เฉินเฉียงต้องถามไถ่ต่อ หลิวฉิงหยุนได้เริ่มพูดต่อไป