ธรรมขึ้นทันใด กล่าวอย่างเด็ดขาดโดยไร้ซึ่งลังเล:
“แน่นอน เพราะพวกข้าต้องการให้เจ้าตายต่างหาก!”
“เจ้าคงล่วงรู้ความคิดของข้ากับซิงเฟิง จึงจงใจวางกับดักให้เขาตกตาย! ผู้ฝึกตนอิสระที่ไม่รู้คุณคน…สมกับเป็นมารแห่งเจียงเป่ยโดยแท้!”
เมื่อถ้อยคำนี้ถูกกล่าวออก ลวี่หยางก็จ้องไปยังเย่กูเยว่อย่างไม่วางตา เพียงเห็นนางมีสีหน้าสงบ ไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่ตนเอื้อนเอ่ยนั้นมีสิ่งใดผิด กลับยิ่งพูดอย่างแน่วแน่:
“หากเจ้าเสียชีวิต เวียนว่ายเกิดใหม่ วันหน้าอาจมีวาสนาเข้าสู่นิกายกระบี่ของข้า แต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเลวร้ายถึงเพียงนี้!”
“ช่างไม่รู้จักแยกแยะ!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของเย่กูเยว่ที่มองมายังลวี่หยางก็ฉายแววสังหารขึ้นทันใด ส่วนลวี่หยางกลับเผยสีหน้าคล้ายโดนใส่ร้ายยิ่งขึ้น
“สหายเย่…การที่พี่เย่เสียชีวิต ข้าเองก็เจ็บปวดใจอยู่ไม่น้อย”
เขาทอดถอนใจอีกครั้ง กล่าวว่า “แต่ในเมื่อศัตรูยิ่งใหญ่เบื้องหน้ากำลังใกล้เข้ามา พวกเราก็ควรร่วมแรงร่วมใจก่อนเป็นสำคัญ หาใช่มาทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่?”
“ฮึ!”
เย่กูเยว่แม้ไม่ถึงกับโง่งม ย่อมเข้าใจว่าคงมิอาจทะเลาะกันกลางสนามรบได้จริงๆ แต่ก็ไม่คิดจะร่วมมือกับลวี่หยาง กลับถอยห่างออกไปโดยมิกล่าวคำใด
ลวี่หยางเห็นดังนั้น ก็ยิ่งเผยสีหน้าเวทนาผสมความน้อยใจ ถอนใจออกมาอีกคราในใจพลางบ่นเบาๆ ว่า
‘น่าเสียดาย…ยังไม่อาจอาศัยความโกลาหลฆ่าได้อีกคนหนึ่ง’
…และใช่ เย่กูเยว่ เดาถูก