าย”
“ในวันนั้นที่ผาคนแก่ นอกจากมนุษย์กลายพันธ์ุที่ไล่ล่าพวกเราให้ตกตาย ก็มีเจ้า หลี่ปิง และข้าที่คอยปกป้องเจ้าไว้”
“บอกมาสิว่าหากไม่ใช่เจ้าที่ข้าใช้ร่างปกป้องแล้วจะเป็นใคร”
“อย่าบอกนะว่าเป็นหลี่ปิง”
“ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่คนยโสโอหังในความทรงพลังก็เถอะ แต่ข้ากล้าบอกเลยว่าในตอนนั้น ต่อให้มีสิบหลี่ปิงก็ยังทำอะไรข้าไม่ได้”
คำพูดของเฉินเทียนเว่ยนั้นราวกับได้ส่งตรงลึกเข้าไปในหัวใจเขา
ถูกแล้ว
เขา เว่ยหยวนตี้ได้หลอกลวงผู้คนใต้โลกหล้า
แล้วเขาจะไปหลอกคนที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องโกหกได้อย่างไร
“ไม่ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้”
เว่ยหยวนตี้ได้ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนที่จะชี้ไปที่หน้าของเฉินเทียนเว่ยแล้วพูดออกมา “เจ้าไม่ใช่เฉินเทียนเว่ย”
“ในวันนั้น ข้า เว่ยหยวนตี้ ผู้นี้ได้ลงมือซัดเจ้……”
เมื่อมาถึงจุดนี้ เว่ยหยวนตี้ก็ได้นิ่งค้างไป อย่างไรก็ตาม เฉินเทียนเว่ยได้สบถออกมาแล้วพูดต่อ “อะไรกัน เว่ยหยวนตี้ แม้แต่จะบอกว่าซัดข้าด้วยฝ่ามือจนทะลุกลางอกของเข้าไปด้วยฝ่ามือเดียวแล้วก็ยังพูดไม่ออกอีกเหรอ”
“เจ้า..รู้..ได้…ยังไง เป็น เป็นไปไม่ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เว่ยหยวนตี้ หัวสมองได้อื้ออึงไปหมด
และด้วยประโยคนี้เองทำให้หลินเฟิงและฉิงเชินถึงกับหน้าเปลี่ยนสีอย่างที่สุด
คำพูดนี้มันเทียบได้กับการยอมรับเลยไม่ใช่รึไงกัน
“ท่านพ่อ ทำไมกัน ทำไมพ่อต้องทำแบบนั้นด้วย” เว่ยฉิงเชินในตอนนี้น้ำตาไหลพรากจนแข้งขาอ่อนแรงในทันที ยังดีที่ห