ฉิงเชินนั้นมีร่างกระจ่างจิตและจนไม่มีการติดขัดในการบ่มเพาะน่ะ หากพวกเจ้าได้ครองเรือนกันในค่ำคืนนี้ล่ะก็ เจ้านั้นจะบรรลุขั้นได้อย่างไม่อยากเย็น”
“ผู้อาวุโสสูงสุดฮูเตี๋ยน ท่านคิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ”
เมื่อฮูเตี๋ยนได้ยินเรื่องร่างกระจ่างจิตนี้ก็มีดวงตาที่ลุกโชนแล้วพูดออกมาส่งเสริม “ถูกต้องแล้ว สิ่งที่พี่หลิวฉิงพูดนั้นช่างสมเหตุสมผลนัก”
“หลายร้อยปีก่อนนั้น มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่าชายหญิงที่แตกต่างกันนั้น เมื่อได้ครองคู่แล้วย่อมส่งเสริมกัน”
“ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าหากเจ้าได้ครองครู่กับเด็กนี่ อาการของเจ้าจะหายเป็นปลิดทิ้ง”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสทั้งสอง เว่ยฉิงเชินนั้นรู้สึกอับอายจนอยากจะกระโดดลงหลุมไหนสักหลุมเพื่อซ่อนตัว
ส่วนเฉินเฉียงเองก็เข้าใจในเรื่องนี้อย่างกระจ่างชัด
ความจริงแล้ววิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาหวนคืนสู่การบ่มเพาะได้นั้นก็คือการที่เขาจะดูดซับซากร่างของสิ่งมีชีวิตระดับกึ่งราชาขึ้นไปเป็นอย่างน้อยเพิ่มระดับพลังสายเลือดของเขา
แต่คำพูดของหลิวฉิงนั้นก็ไม่ใช่จะไร้เหตุผลเสียทีเดียว
หากว่าเขาได้ครองคู่กับฉิงเชินไปนั้นย่อมมีโอกาสที่เขาจะบรรลุข้ามขั้นได้จริง เขาเองก็ย่อมไม่ปฏิเสธโอกาสอันดีต่อหน้าเช่นนี้อยู่แล้ว
เฉินเฉียงได้หันไปมองสาวงามที่อยู่ข้างๆด้วยสายตาที่นิ่งลึก
ฉิงเชินในตอนนี้ก็เงยหน้าขึ้นมาช้าๆจนได้สบตากัน
“พี่ใหญ่เฉินเฉียง….”
แขกเหรื่อที่ในตอนนี้ต่างก็เชื่อมั่นว่างานแ