น”
หลางซานเอ๋อได้มองไปที่ม่อโจวและพูดออกมา “สาวน้อย ตราบใดที่เจ้าส่ายเอวไปมาอีกนิดหน่อยต่อหน้าเขา แล้วก็ชูหนอนน้อยขึ้นมา ข้ารับรองเลยว่าเจิ้งยี่จะเผ่นหนีป่าราบเป็นหน้ากลอง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ที่บนเวทีในตอนนี้นั้น หลินเฟิงได้พยักหน้ารับในทันทีและพูดออกมา “ก็ได้ ถึงแม้พลังโดยรวมของกองกำลังเทียนเว่ยจะไม่ได้สูงมากนัก แต่เมื่อได้นายพลวิญญาณขั้นสูงเช่นเจ้าเป็นกัปตัน ข้าเชื่อว่าเจ้าจะช่วยเหลือพวกเขาได้แน่ๆ”
“ไม่ครับ ท่านผู้การ ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เจิ้งยี่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้านั้นไม่ได้เข้าร่วมกองกำลังเทียนเว่ยในฐานะกัปตัน แต่ข้าต้องการเข้าร่วมในฐานะองครักษ์ของเฉินเฉียง”
หลังจากพูดจบ เจิ้งยี่ได้หันไปเฉินเฉียงก่อนที่จะก้มหัวให้อย่างเคารพ “ข้ารับใช้ เจิ้งยี่ ขอกล่าวทักทายนายพลเว่ยหวู่”
เป็นตอนนี้ที่ผู้คนทั้งบนเวทีและด้านล่างเวทีแทบจะสะดุ้งเฮือกไปพร้อมกัน
เจิ้งยี่ ในฐานะที่เป็นอันดับหนึ่งแห่งการประลองสี่สำนักแล้ว เขาไม่เพียงจะเลือกเข้ากองกำลังของเขตกันหนัน แต่เขานั้นยังเลือกทีมที่ได้ชื่อว่าไม่เอาอ่าวมากที่สุดอีกด้วย จำนวนคนของกองกำลังเทียนเว่ยนั้น เรียกได้ว่าน้อยที่สุดในเหล่าตึกจอมพลทั้งสามเลยก็ว่าได้
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเสนอตัวเป็นเองครักษ์ของเฉินเฉียงที่เป็นอันดับสอง ไม่ใช่กัปตันทีมแต่อย่างใด
นี่เจิ้งยี่โง่งมไปแล้วรึไงกัน
นี่เขาต้องการทำอะไรกันแน่