ารณ์นี้มาอย่างลึกสุดใจ
ยิ่งการบ่มเพาะที่เพิ่มสูงขึ้น โลกที่เขาต้องเผชิญหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น นี่ทำให้เฉินเฉียงนั้นอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันคืนอันสงบสุข ยามที่อยู่อาณานิคมเขาหมางจริงๆ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขานั้นจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในอาณานิคมเขาหมางแต่อย่างใด
ตัวอย่างเช่น ด้วยการที่สมาชิกของทีมเก็บกู้ซากศพนั้นต่ำต้อย แม้แต่เนื้อสักชิ้น ผู้อาวุโสซุนเองก็ต้องแอบกินไม่ให้ใครเห็นอยู่นาน
หรืออย่างเรื่องผู้ใหญ่ที่เป็นเพศชายที่อยู่ในอาณานิคม หากพวกเขาไม่สามารถปลุกพลังสายเลือดขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่มีสิทธิที่จะให้กำเนิดบุตร เมื่อเทียบกับนักรบสายเลือดระดับทหารขั้นสูงที่มีภรรยาชนิดที่แทบจะมีทิ้งมีขว้างเป็นว่าเล่น ไหนจะเรื่องอื่นอีก
แต่นั่นเองก็ยังเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ที่เขาเคยได้รับมา
ก็คือการที่ต้องเผชิญหน้ากับถูหมั่นเถียน ขยะโสโครกแห่งเผ่าพันธุ์ที่ทำเรื่องโหดร้ายแม้กระทั่งการฆ่าคนทิ้งเป็นว่าเล่นแทนที่จะใช้ความสามารถในการเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด หรืออย่างจ้าวฮั่น ไอ้ตัวไร้ประโยชน์ที่แค้นเคืองกัดเขาไม่ปล่อยจนหมายจะฆ่ากันหลายครั้งหลายหนเพียงเพราะพ่ายแพ้ในการประลองเล็กๆ
“อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว” เฉินเฉียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่งลึกก่อนที่จะเปลี่ยนหัวข้อ “อาจารย์ ท่านคิดว่าข้าควรดูดซับแก่นโลหิตนี้เมื่อไหร่จึงจะเหมาะสมที่สุดครับ”
“ตราบใดที่เจ้าอัดพลังงานสายเลือดของเจ้าไปในจุดตันเถียนจนเต็ม(ขัด