มกับตึกนายพลนั้นมากมายขนาดไหน แต่ข้าเองก็ได้สัญญาไว้กับปู่ซุนเอาไว้ด้วยว่าจะต้องเข้าร่วมกับตึกนายพลแห่งเมืองเหมันต์จันทราให้ได้ในอนาคต”
“แล้วมันไม่ดีหรอกเหรอที่เจ้าจะทำสัญญานั่นให้สำเร็จได้ในตอนนี้”
“ไม่ครับ ผู้คุมจ้าวก็พึ่งจะพูดออกมาว่าคนที่จะเป็นองครักษ์ได้นั้นอย่างน้อยๆก็ต้องเป็นนักรบสายเลือดระดับนายพลวิญญาณขั้นกลางไปแล้ว แต่ข้าในตอนนี้เป็นเพียงนักรับระดับทหารขั้นกลางเท่านั้น ต่อให้ข้าได้กลายเป็นองครักษ์ในตอนนี้จริง แต่เทียบกับคนอื่นแล้วข้าจะได้รับการยอมรับได้ยังไง”
“แถมคำสัญญาของข้านั้นไม่เพียงแค่ได้เข้าไปประจำการในตึกนายพลเท่านั้น แต่ข้าจะต้องได้รับฉายาของนายพลเทียนเว่ยมาครองอีกด้วย”
เฉินเฉียงในตอนนี้จ้องมองด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง มือของเขากำเป็นหมัดและนำมาทุบอกตัวเองข้างไว้
“ฉายาของนายพลเทียนเว่ยเหรอ”
ครั้งนี้คนที่พูดไม่ใช่หลิงเว่ยหรือผู้คุมจ้าวแต่อย่างใด แต่เป็นนายพลจางที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
นายพลจางจ้องมองเฉินเฉียงด้วยสายตาเย็นชาอย่างไร้อารมณ์
ในขณะที่เฉินเฉียงเองเต็มไปด้วยความสงสัย ผู้คุมจ้าวก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
“เฉินเฉียง ข้ารู้ว่าเจ้ารู้จักฉายาของนายพลเทียนเว่ยดี แต่เจ้ารู้รึเปล่าว่าเสี่ยวจางคนนี้เป็นใคร”
“ข้าขอแนะนำก่อนแล้วกัน เขาเองในตอนนี้เป็นกัปตันของกองกำลังแห่งนายพลเทียนเว่ย ชื่อเต็มของเขาคือจางหยวน”
“แล้วก็มีบางอย่างที่เจ้าอาจนึกไม่ถึง แต่ว่ากองกำลังของน