!” ฉิงเค่อเอ่ยด้วยรอยยิ้มตามคำพูดของเจียงเซี่ยน “ดังนั้นคนที่ดูความคึกคักจึงเยอะมาก ถึงได้เสียงดังไปหน่อย”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และนอนลงอีกครั้ง แล้วคุยกับฉิงเค่ออย่างสบายๆ ว่า “คนที่ถูกไล่ออกไปเป็นใคร? ทำไมถึงไม่ม มีค่าเดินทางแล้ว?”
ฉิงเค่อลังเลอยู่ชั่วครู่ ถึงเอ่ยว่า “เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง พาลูกมาด้วยห้าหกคน คนโตสิบสองขวบ คนเล็กยังอุ้มอ อยู่ในอ้อมอก บอกว่าเข้าเมืองหลวงมาหาสามีที่เป็นขุนนางเมืองหลวง มาถึงที่นี่ เด็กคนหนึ่งในนั้นป่วย ค่าเดินทาง งจึงไม่พอแล้ว นางขอให้เถ้าแก่ผ่อนผันสองสามวัน และให้คนนำจดหมายไปให้สามีของนางแล้ว แต่ไม่มีจดหมายตอบกลับจาก เมืองหลวงสักที ผู้หญิงคนนั้นค้างค่าห้องกับโรงเตี๊ยมมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมสงสัยว่าผู้หญิง งคนนั้นสวมรอยเป็นญาติของขุนนาง จึงไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไปนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังเก็บเครื่องประดับที่มีค่าสอง ชิ้นบนตัวของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้หักค่าโรงเตี๊ยม และแจ้งทางการแล้ว ได้ยินว่าคนของทางการกำลังมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ไม่ถูก!” พอเจียงเซี่ยนได้ยินก็ลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง”
ฉิงเค่ออึ้งไป
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “มีศาลาว่าการที่ไหนดี