ว้น เอาแต่ประจบสอพลอฝ่าบาท และเป็นคนเลวในหมู่บัณฑิตที่สมาคมเจียงหนานและสมาคมเจียงซี…ทั้งสองฝ่ายเริ่มด่ากัน วันนี้เจ้าติดคำด่าข้า พรุ่งนี้ข้าติดคำด่าเจ้า จนผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเมืองหลวง ไม่มีใครไม่รู้ เจ้าไม่รู้หรือ?”
ประโยคสุดท้ายนั้น…เฉาเซวียนกำลังถามเติ้งเฉิงลู่
เติ้งเฉิงลู่เบิกตาโต และเอ่ยอย่างยากที่จะปิดบังความประหลาดใจได้ว่า “หลังจากข้ากลับเมืองหลวงก็อยู่ในจวนที่ชานเมืองหลวงตลอด และสั่งคนรับใช้ในตระกูลว่าหากไม่มีธุระก็ไม่ต้องมารบกวน ถ้าไม่ใช่ว่าน้องสาวข้าได้รับพระราชทานงานสมรส และข้ากลับบ้านไปถามเรื่องน้องสาวข้า ข้าก็ยังไม่รู้ว่าเจียหนานกำหนดออกเรือนวันที่ยี่สิบสี่เดือนห้าแล้ว…”
หลังจากนั้นเขารีบออกจากเมืองหลวง และเจอหวังจ้านระหว่างทาง ทั้งสองคนต่างก็ไม่ใช่คนที่พูดมาก พอรู้จุดมุ่งหมายของทั้งสองฝ่าย ก็รวมกลุ่มกันมาด้วยกัน
เขาไม่พูด เฉาเซวียนก็เดาได้เช่นกัน
แต่จินเซียวกลับรู้สึกเหลือเชื่อมาก เขาเอ่ยอย่างไม่ค่อยสนใจว่า “เช่นนั้น…เช่นนั้นฝ่าบาทคิดอย่างไร? พวกเขาต่างก็เป็นขุนนางคนสำคัญที่ช่วยฝ่าบาทบริหารราชการแผ่นดินระดับสอง ฝ่าบาทจะปล่อยให้พวกเขาทำแบบนี้อย่างนั้นหรือ? นี่จะไม่กลายเป็นเรื่องตลกของบัณฑิตหรอกหรือ?”
“นี่ไม่ถือว่าเป็นเรื่องตลกหรอก!” หวังจ้านเอ่ยอย่างเยือกเย็นด้วยสีหน้าเช่นเดิมว่า “ตอนฮ่องเต้เซี่ยวจงก็เคยมีขุนนางระดับสูงของสำนักราชเลขาธิการกับผู้ตรวจการปะทะคารมก