งไทเฮาฟังแล้วก็มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย
หลังจากหวังจ้านกลับไป นางเงียบไปนานมาก และถามเมิ่งฟางหลิงว่า “ข้าทำอะไรผิดไปหรือ?”
เมิ่งฟางหลิงไม่เข้าใจ
ไทฮองไทเฮาเอ่ยว่า “ข้ายังจำได้ว่าตอนเด็กเป่าหนิง ร่ายกายไม่แข็งแรง หมอหลวงเถียนก็มักจะให้นางงดอาหาร ทั้งที่นางหิวมาก สองตาจ้องแอปเปิ้ลที่วางและได้กลิ่นหอมอยู่ในห้อง แม้จะขยับขาไม่ได้ แต่กลับไม่เคยขอของกินจากพวกเราเลย” นางพูดไปก็อดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ “ข้าเลี้ยงนางในวัง แต่กลับไม่ได้เลี้ยงนางให้ดี…นางชอบหลี่เชียน ข้าให้นางแต่งงานกับจ้าวเซี่ยว นางก็ยังเตรียมตัวแต่งงานไปโดยไม่เคยเอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว…หลายปีมานี้ เด็กคนนี้อยู่ข้างกายข้าเคยได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบ้างหรือไม่กันแน่?”
“ไทฮองไทเฮาอย่าตรัสเช่นนั้นเพคะ!” เมิ่งฟางหลิงได้ยินแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวตามไปด้วย นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้ไทฮองไทเฮาเช็ดน้ำตา “ท่านหญิงเชื่อฟังและน่าเอ็นดูมาตั้งแต่เด็ก ใครเห็นต่างก็ชอบ…หากท่านหญิงอยู่ที่นี่ และเห็นไทฮองไทเฮาเสียพระทัยเช่นนี้ จะต้องเสียใจแน่เพคะ!”
ไทฮองไทเฮาพยักหน้า แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดหางตา พลางสะอึกสะอื้นและเอ่ยว่า “นางปิดบังแม้กระทั่งอาจ้าน แสดงว่าชอบคนที่ชื่อหลี่เชียนนั่นจริงๆ เสียดายวันนั้นที่หลี่เชียนเข้าวังมาคารวะข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจมองเขา ยังดีที่ไม่ได้ให้จ่างจูแต่งงานกับเขา ไม่อย่างนั้นเป่าหนิงจะเสียใจมากแค่ไหนก