ิงเอินกงยังคงเหมือนเมื่อก่อน ไม่เพียงแต่ไม่ท้อแท้ กลับมีชีวิตชีวามากขึ้นแล้ว มิน่าเล่าคนอื่นถึงบอกว่าต้องร่วมทุกข์ด้วยกันถึงจะมองเพื่อนสนิทของตนเองออก จะมองออกว่าคนๆ นี้เป็นคนอย่างไรก็ตอนที่เผชิญช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย คำพูดนี้มีเหตุผลมากทีเดียว”
ทำให้ไป๋ซู่หน้าแดงก่ำ นางต่อว่าและจะหยิกแก้มของเจียงเซี่ยน “มีแต่เจ้านี่แหละที่ช่างพูด และไม่ยอมแม้แต่ประโยคเดียว ข้าจะคอยดูว่าต่อไปเจ้าแต่งงานแล้ว สามีของเจ้าจะทนเจ้าได้หรือไม่?”
เจียงเซี่ยนหลบและหัวเราะเล็กน้อย พลางเอ่ยว่า “ทนไม่ได้ก็ไม่ต้องทน อย่างไรก็ต้องมีคนทนได้!”
ทั้งสองคนหยอกเล่นกันครู่หนึ่ง เจียงเซี่ยนก็คิดว่าเดี๋ยวจ้าวเซี่ยวจะออกจากวังแล้ว จึงหยุดหัวเราะกับไป๋ซู่ และสั่งหลิวตงเยว่ “เจ้าลองไปดูว่าพวกเราเอายาอะไรมาบ้าง ถึงเวลานั้นส่งไปให้ซื่อจื่อจิ้งไห่โหวหน่อย ส่วนเรื่องอื่น…ไว้กลับวังแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อก่อนเจียงเซี่ยนวางตัวเย็นชาและห่างเหินกับคนอื่น แต่คนรับใช้อย่างพวกเขาก็มักจะรู้สึกถึงความรู้สึกต่างๆ ของนางได้จากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของนาง ทว่าแค่ช่วงเวลาเกือบครึ่งปีนี้ เจียงเซี่ยนเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเป็นมิตรมาก ทั้งการพูดจาและการกระทำก็สุขุมกว่าเมื่อก่อนเช่นกัน แต่คนรับใช้อย่างพวกเขากลับรู้สึกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของนางได้น้อยมาก นี่ทำให้คนที่รับใช้นางต่างเปลี่ยนเป็นขี้ขลาดและระมัดระวังกับเรื่องเล็กน้อย
เขาขานว่า “ขอรั