ยำพยักหน้าอย่างพึงใจ “ดูท่าจะไม่ลืมสิ่งที่ข้าสอนเมื่อวาน ฝึกหมัดสิ่งที่พึงระวังที่สุดคือการ ‘ปล่อยลมปราณ’ ต่อให้เหน็ดเหนื่อยถึงขีดสุด แม้พักผ่อนก็ยังต้องรักษากระแสไว้ให้มั่น หากปราณรั่วไหล หมัดครึ่งวันนี้ก็เท่ากับเสียเปล่า!”
“เฮะเฮะ…”
เด็กชายหัวเราะเกาเกศา เผยรอยยิ้มซื่อๆ ปนลำพองเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองฟ้าข้างบน
สายตากวาดไป พลันเห็นหมู่ดาวนับไม่ถ้วนเปล่งแสงพร่างพราย
ไม่ว่าตะวันจะขึ้นหรือจันทร์จะตก ท้องฟ้าก็ยังเต็มไปด้วยดาวดารา บางดวงเจิดจ้า บางดวงริบหรี่ และบางดวงยังไร้แสง
คำสอนที่ได้รับมาตั้งแต่เล็กทำให้เขารู้ว่า, ดาวบนฟ้าสอดคล้องกับคนบนดิน, เป็นสัญลักษณ์แห่งชะตาชีวิตของสรรพสัตว์…คิดมาถึงตรงนี้, ในดวงตาของเด็กหนุ่มก็เผยแววแห่งความคาดหวังออกมาเล็กน้อย มองบุรุษกำยำพลางเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ท่านว่าเมื่อใดข้าจะจุดดาวลิขิตได้บ้างหรือ?”
“ก็วันนี้นั่นแหละ”
ถ้อยคำเหมือนพูดลอยๆ ทว่ากลับทำให้เด็กชายยืนตะลึงอยู่กับที่ นานอยู่กว่าจะได้สติ “วันนี้!? แล้วทำไมท่านอาจารย์ไม่บอกข้าก่อนเล่า!”
“ถ้าบอกก่อน… ก็ไม่ขลังสิ”
บุรุษยิ้มมุมปาก พลางกล่าวเบาๆ “เจ้าพึ่งฝึก ‘หมัดรับชะตา’ ไปชุดหนึ่ง ลองเงยหน้ามองฟ้า แล้วค่อยๆ หลับตาลง”
เด็กชายรีบทำตาม
น่าอัศจรรย์ยิ่ง แม้เป็นการกระทำอันไร้สาระในเวลาปกติ แต่ในยามนี้กลับก่อให้เกิดความรู้สึกไม่อาจพรรณนา
“ดาวลิขิตของข้า…”
ในห้วงเลือนลาง สติของเด็กชายราวเชื่อมถึงฟ้าสุธา