เห็นนางอ่านหนังสือและพิงเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างอย่างเกียจคร้าน ทั้งหน้าขาวราวกับหิมะจนไม่มีสีแม้แต่นิดเดียว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจมาก จึงหยิบหนังสือที่อยู่ใกล้มือนางมาดูชื่อเรื่อง และพบว่าเป็นนิยายที่แทรกโคลงประกอบดนตรีและเพลงเอาไว้ด้วย ความไม่สบายใจในใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจัด
เขาโยนหนังสือลงบนพื้น และเอ่ยเสียงเฉียบขาดว่า “เวลานี้แล้ว เจ้ายังมีกะจิตกะใจอ่านของแบบนี้ เจ้ากินดีอยู่ดีจึงไม่สนใจอะไรแล้วใช่หรือไม่…”
เป็นบ้าไปแล้วหรือ?
เจียงเซี่ยนมองเขาตาขวาง
ขันทีและนางในที่รับใช้ในห้องพากันคุกเข่าลงหมด
เจียงเซี่ยนสั่งไป่เจี๋ยอย่างเรียบเฉย “เก็บหนังสือของข้าขึ้นมา”
จ้าวอี้จ้องกลับไป
ไป่เจี๋ยตกใจจนตัวสั่นไม่หยุด เก็บก็ผิด ไม่เก็บก็ผิด นางมองเจียงเซี่ยนอย่างเสียใจ
เจียงเซี่ยนโบกมือส่งสัญญาณให้พวกเขาออกไปให้หมด และถามจ้าวอี้อย่างเย็นชา “ที่นี่คือวังฉือหนิง ไม่ใช่วังเฉียนชิงของฝ่าบาท ฝ่าบาทจะระบายอารมณ์ก็กลับไประบายอารมณ์ที่ของฝ่าบาทเองนู่น! อย่ามาใช้หม่อมฉันเป็นเครื่องมือ”
จ้าวอี้ได้ยินก็โกรธจนผ่อนลมหายใจออกมา และเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ ข้า…ข้าก็แค่อารมณ์ไม่ดี”
“นี่ยังไม่ถือว่าใช้หม่อมฉันเป็นเครื่องมือ? งั้นฝ่าบาทยังต้องการอะไรอีก?” เจียงเซี่ยนประชดอย่างไม่พอใจ