ไทฮองไท่เฟยทำได้เพียงเอ่ยอีกว่า “ถึงอย่างไรวันนั้นก็เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮา ไทฮองไทเฮาเป็นผู้อาวุโส หม่อมฉันเป็นหม้าย ไม่ไปก็สมเหตุสมผล แต่ท่านหญิงต้องคบหากับพวกสตรีบรรดาศักดิ์นั้น หากนางไม่ไป ถึงไทเฮาจะไม่ตรัสอะไร พวกสตรีบรรดาศักดิ์ที่ประจบประแจงเบื้องบนและกดขี่ข่มเหงเบื้องล่างก็จะวิพากษ์วิจารณ์ และสุดท้ายก็จะไม่เป็นผลดีต่อท่านหญิง”
“วันงานคือวันที่สิบสี่ไม่ใช่หรือ?”
“หม่อมฉันได้ยินว่าฝ่าบาทจะเสด็จไปตั้งแต่วันที่สิบสาม”
“พวกคณะกายกรรมจะต้องไปฝึกซ้อมล่วงหน้าก่อนอย่างแน่นอน และคงจะไปถึงก่อนเวลาด้วย เพื่อไม่ให้เสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์”
“ลองให้ท่านหญิงติดตามอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทก็ได้ ไปเช้าวันที่สิบสามและกลับมาตอนค่ำ วันนั้นคนที่อวยพรวันเกิดต่างเพิ่งจะเข้าไปพัก ทางตำหนักเที่ยวหย่วนต้องไม่มีคนและเงียบเหงาอย่างแน่นอน ดังนั้นคณะกายกรรมต้องแสดงอย่างเต็มรูปแบบครั้งหนึ่งแน่ ท่านหญิงก็สามารถดูได้ว่าคณะกายกรรมเหล่านั้นเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษบ้าง แบบนี้นอกจากทำให้ท่านหญิงสมปรารถนาแล้วยังขัดขวางพวกฮูหยินที่ชอบพูดจาซี้ซั้วนั้นได้ด้วย…”
ไทฮองไทเฮาได้ยินไทฮองไท่เฟยเอ่ยว่า ‘ถูกจำกัดให้อยู่ในวังฉือหนิงนี้กับพวกเราตลอดทั้งปี’ ก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว นางคิดแล้ว ในที่สุดก็อนุญาตเจียงเซี่ยน