ดอ้อนปนหลงระเริงของผู้หญิงและเสียงหอบเบาๆ ของผู้ชายดังขึ้นข้างหู
เหมือนนางกลับไปยังศาลาโอ่วเซียงที่ตำหนักอวี้หลานอีกครั้ง
คนสกุลฟางกับจ้าวอี้กลิ้งอยู่บนผ้าปูพื้นซึ่งเป็นผ้าดิ้นสี่ฤดูสีแดงเข้ม สองแขนที่อวบอัดราวกับหิมะพันอยู่บนหลังของจ้าวอี้เหมือนงู ผมยาวสีดำขลับกระจัดกระจายอยู่บนผ้าห่มและฟูกลายสองมังกรล่อแก้วสีเหลืองอมชมพู…
นางยืนอยู่ข้างฉากกั้นห้องดอกอวี้หลานที่แกะสลักงาช้างสีขาว มองทั้งสองคนที่อยู่กลางตำหนักใหญ่อย่างแน่นิ่ง ร่างกายเหมือนแช่อยู่ในน้ำทะเลสาบช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง
คนสกุลฟางปรายตามองมา เลิกคิ้วขึ้น และมองนางด้วยสายตาท้าทาย
นางหันตัวออกจากศาลาโอ่วเซียงทันที
เหมือนเช่นตอนมา เงียบสนิทไร้ซึ่งเสียงใด
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น จ้าวอี้ไปว่าราชการ
นางพาเหล่านางในที่เลือกมาจากกองพิจารณาคดีไปตำหนักอี๋อวิ๋นที่คนสกุลฟางอาศัยอยู่
คนสกุลฟางยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง
พอเห็นนางมา คนสกุลฟางก็ลุกขึ้นมานั่งอย่างเกียจคร้าน และยิ้มพลางเอ่ยอย่างไม่มีความเคารพแม้แต่นิดเดียวว่า “ทำไมฮองเฮาถึงเสด็จมาเช้าขนาดนี้เพคะ? ให้หม่อมฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปคารวะฮองเฮาในตำหนักหลักเถอะเพคะ”
นางนั่งยิ้มเยาะอยู่บนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างห้องนอนของนาง
นางในจากกองพิจารณาคดีเข้าไปจับตัวคนสกุลฟางไว้ แล้วบีบคางนางกรอกสารหนูลงไป
คนสกุลฟางกรีดร้องเสียงดังและดิ้นไม่หยุด
ทว่าไม่นานก็ถูกเหล่านางในจากกองพิจารณาคดีกดลงบนเต