“วันหลังแล้วกัน!” เฉาเซวียนไม่ค่อยชอบคบหากับพวกคนที่ประพฤติตนไม่ค่อยมีศีลธรรม
“งั้นวันนี้พวกเรากินข้าวด้วยกันเป็นอย่างไร?” หลี่เชียนเอ่ย “หาเพื่อนที่เจ้ารู้สึกว่าไม่เลวอีกสักสองสามคน…”
ทั้งสองคนค่อยๆ เดินห่างออกไป
แต่เจียงเซี่ยนกลับกำลังคุยเรื่องในใจกับไป๋ซู่ “เจ้ายังอยากแต่งงานกับเฉาเซวียนหรือไม่?”
ไป๋ซู่เอ่ยทั้งหน้าแดงว่า “ไม่ใช่ว่าข้าอยากแต่งงานกับเฉาเซวียน แล้วเจ้าต้องจับคู่พวกเราให้ได้เสียหน่อย ทำไมตอนนี้มาบอกว่าเป็นความคิดของข้าอีกล่ะ?”
สุดท้ายก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างจริงจัง
งั้นก็แบบนี้แล้วกัน!
เจียงเซี่ยนเอ่ยในใจ
ชีวิตคนสั้นเพียงไม่กี่สิบปี ยากจะที่มีช่วงเวลาที่ความสุขได้ ยากที่จะมีช่วงเวลาที่ชอบได้ ตนเองรู้สึกคุ้มก็พอแล้ว
สองวันต่อมา หวังจ้านก็ให้คนส่งจดหมายมาแต่เช้า บอกว่าเขาไปกินอาหารเจเป็นเพื่อนแม่ที่วัดหงหลัวตรงชานเมือง อีกหลายวันกว่าจะกลับเมืองหลวง
เจียงเซี่ยนสงสัยว่าหวังจ้านกับมารดาของเขาถูกหวังเหยียนชินเอินป๋อส่งไปหลบภัยที่ไหนแล้ว…ตอนที่เฉาไทเฮาถูกล้อมนั้น นางก็ถูกไทฮองไทเฮากักตัวคัดคัมภีร์อยู่ในห้องอุ่นตะวันออกตลอด
ตอนบ่าย จ้าวอี้มาแล้ว
เขายังเอาไข่มุกเหอผู่สองกล่อง น้ำหอมกุหลาบสองขวด น้ำหอมหอมหมื่นลี้สองขวด ผ้าไหมทอลายก้อนเมฆสี่พับ และผ้าไหมย้อมสีสี่พับมาด้วย บอกว่าให้เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่ “จะเปลี่ยนฤดูแล้ว ใส่เครื่องประดับหลายชิ้น และใช้น้ำหอมได้พอดี”
ไทฮองไทเฮายิ้มอย่