องครักษ์ได้ยินแล้วก็รู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก
นี่มันคนเบื้องบนทะเลาะกัน แต่คนเบื้องล่างเป็นฝ่ายรับกรรมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นขันทีหวังหรือหวังจ้านซื่อจื่อชินเอินป๋อต่างก็หาเรื่องไม่ได้ทั้งนั้น!
หากรู้ตั้งแต่แรกว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ เขาน่าจะเปลี่ยนเวรกับคนอื่น
เขารีบเอ่ยว่า “มิกล้า! มิกล้า!” แล้วถอยไปข้างหนึ่ง ปล่อยให้หวังจ้านกับเจียงเซี่ยนออกไปข้างนอก
หวังจ้านพาเจียงเซี่ยนเดินตรงไปยังรถม้าที่จอดอยู่ใต้ต้นหลิวฝั่งตรงข้ามประตูเสินอู่อย่างรวดเร็ว เขาเดินไปพลาง ก็ยังเอ่ยกับเจียงเซี่ยนเสียงเบาไปพลางด้วยว่า “ปกติแล้วเรื่องในวังก็ล้วนหลอกลวงเบื้องบนและเปิดเผยความจริงกับคนเบื้องล่างทั้งนั้น บางครั้งจะปิดก็ปิดไม่อยู่เช่นกัน มิสู้บีบบังคับและอุดปากคนพวกนี้ไว้ดีกว่า”
“ข้าเข้าใจ” เจียงเซี่ยนตอบ พลางเกาะมือหวังจ้านและเหยียบที่วางเท้าขึ้นรถม้าไป
ตอนนั้นที่นางควบคุมวังทั้งหก ไม่รู้ว่าขันที นางใน และคนของสำนักพระราชวังโกงกินไปเท่าไร เส้นด้ายหลอดหนึ่งที่ของคนอื่นราคาสามเฟินมาถึงในมือนางก็กลายเป็นราคาสองตำลึง แล้วนางจะพูดอะไรได้? จะไปตรวจสอบใคร? ดังนั้นในฐานะผู้ปกครองก็ต้องทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทั้งในและนอกราชสำนักนี้ก็เหมือนครอบครัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามีคัมภีร์ที่อ่านยากอยู่กี่เล่ม คนที่ไม่เคยดูแลครอบครัวจะไม่รู้ ส่วนคนที่เคยดูแลครอบครัวมาแล้วเหมือนนาง ก็เกรงว่าจะไม่มีใครยอมไปทนทุกข์นั้นอีก
รถม้าแล่นห่างจากประตู