่อนทั้งสองคนก็แสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาเหมือนกันหรือไม่ พอคิดว่าสองคนนี้รับใช้ตนเองมาเกือบสิบปี นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างสบายใจด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “พวกเจ้าออกจากวังไปแล้ว หากเจอเรื่องลำบากอะไร ก็ไปแจ้งข่าวที่จวนเจิ้นกั๋วกงได้เลย ข้าจะกำชับให้ซื่อจื่อดูแลพวกเจ้า”
ซื่อจื่อก็คือเจียงลวี่
ทั้งสองคนรีบคำนับ ตอนที่ลุกขึ้นมานั้นน้ำตาก็ไหลพรากแล้ว ทำให้เจียงเซี่ยนก็เสียใจนานมากเช่นกัน
ส่วนไป๋ซู่นั้นนัดเจอเฉาเซวียนที่หน้าประตูใหญ่ของวังฉือหนิงแล้ว
เจียงเซี่ยนเห็นนางสวมเสื้อคลุมยาวสีเรียบลายดอกเปี้ยนตี้จินสีกุหลาบม่วงที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่กลับสวมต่างหูไข่มุกเหอผู่คู่ที่ไทฮองไทเฮาพระราชทานให้ตอนวันตรุษจีน ซึ่งขับให้ทั้งหน้าสวยงามดั่งดอกบัว จนนางอดที่จะเม้มปากยิ้มไม่ได้
ไป๋ซู่เห็นนางยิ้มก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย และเอ่ยเพียงประโยคเดียวอย่างรีบมากว่า “ข้าไปแล้ว” แล้วก็เดินออกไปจากห้องอุ่นตะวันออกอย่างเร็วมาก
เฉาเซวียนรออยู่ที่หน้าประตูวังฉือหนิงตั้งนานแล้ว
เขาใช้ความคิดอย่างหนักมากก็คิดไม่ออกว่าไป๋ซู่นัดเขาทำไม
ทว่าไป๋ซู่เห็นเฉาเซวียนแล้วกลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้อย่างกะทันหัน
มิน่าเล่าเฉาเซวียนถึงได้ถูกคนเรียกว่า ‘บุรุษรูปงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’
เขายืนอยู่ใต้ต้นฉัตรจีนต้นใหญ่หน้าประตูวังฉือหนิงอย่างสบายๆ แสงและเงาที่มีสีอื่นแทรกแซมอยู่ทะลุผ่านใบไม้มาตกกระทบลงบนหน้าของเขา กล้ามเนื้อและผิวหนั