าม จึงไม่กล้าพูดจาส่งเดช และจำเป็นต้องตอบไปอย่างคลุมเครือว่า “ข้าเคยส่งขนมถั่วแดงเข้าวังหลายครั้ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอันที่ไทเฮาพระราชทานให้นั้นเป็นของครั้งไหน? เดี๋ยวข้าจะลองไปถามที่วังคุนหนิงให้ แล้วค่อยมาบอกเจ้า ได้หรือไม่?”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณเฉิงเอินกงมากแล้ว” ไป๋ซู่ยิ้มพลางบอกลาเฉาเซวียน
ทว่าเฉาเซวียนกลับตื่นเต้นมาก และลากหลี่เชียนไปเอ่ยเสียงเบาว่า “เห็นหรือยัง นั่นก็คือท่านหญิงชิงฮุ่ยคุณหนูใหญ่ของตระกูลไป๋จวนเป่ยติ้งโหว หน้าตาสวยใช่หรือไม่? ข้าจะบอกให้นะ คนที่มีสิทธิมาเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮาและไทเฮาในเมืองหลวงนี้ ส่วนใหญ่ข้าจำได้หมด คนที่ตระกูลมีอำนาจมากกว่าท่านหญิงชิงฮุ่ยมีไม่น้อย แต่ไม่มีใครสวยกว่านาง และคนที่สวยกว่านางก็มีไม่กี่คนเช่นกัน แต่ไม่มีใครฐานะดีกว่านาง ผู้หญิงแบบนี้มีน้อยมาก เสด็จอาของข้าก็คิดเพื่อเจ้าเช่นกัน และไม่ได้ผลักผู้หญิงสักคนมาตรงหน้าเจ้าอย่างมั่วซั่ว”
และก็ด้วยเหตุนี้เช่นกัน พอได้ยินว่าไป่ซู่อยากเจอเขา เขาถึงได้พาหลี่เชียนมาด้วย
หลี่เชียนยิ้ม และไม่เอ่ยสิ่งใด หน้าตาเจือรอยแดงด้วยความเขินอายเล็กน้อยอย่างที่ชายหนุ่มคนนี้เจอผู้หญิงที่เหมาะจะแต่งงานด้วยแล้ว และเอ่ยว่า “ขอบคุณไทเฮากับเฉิงเอินกงมาก เพียงแต่ถึงอย่างไรเรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานก็ ‘คำสั่งของบิดามารดา คำพูดของแม่สื่อ’ …”
ความนัยที่แฝงอยู่ในนั้นคือ อย่ายื่นมือเข้ามาก้าวก่ายจะดีกว่า
เฉาเซวียนหัวเราะเส