ภายในสองวัน ไป๋ซู่เอ่ยถึงเฉาเซวียนเป็นครั้งที่สาม
เมื่อก่อนเจียงเซี่ยนอายุน้อยและไม่รู้ความ เวลานี้เริ่มใหม่อีกครั้ง นางจึงเรียนรู้ที่จะค้นพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกเหล่านั้นจากในส่วนที่เล็กที่สุดตั้งนานแล้ว
นางลูบถ้วยชาหลากสีลายมงคลอย่างช้าๆ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มและท่าทางสบายมากว่า “ไม่ว่าอย่างไรเฉาเซวียนกับฝ่าบาทก็เป็นสายเลือดเดียวกัน แล้วเขาก็ไม่มีทางก่อกบฏ มีอะไรน่าเป็นห่วงกัน?” นางเอ่ยจบก็ยังพูดล้อเล่นอีกว่า “ถึงเฉาเซวียนจะอยากก่อกบฏก็ไม่มีสิทธิเช่นกัน! ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่พระญาติทางฝ่ายฮองเฮา เกรงว่าฝ่าบาทจะกังวลกับอ๋องเหลียวมากกว่า”
ตอนนั้นหัวหน้าองครักษ์ของฮ่องเต้องค์ก่อนคุ้มกันอ๋องเหลียวออกจากเมืองหลวง ไม่รู้ว่าระหว่างทางเจอโจรท้องถิ่นและโจรภูเขาไปเท่าไร ถึงทำให้คนที่ได้ยินข่าวยังคิดว่าเหลียวตงเต็มไปด้วยกบฏ!
ไป๋ซู่ได้ยินก็ร้อนใจขึ้นมา จึงเอ่ยว่า “ข้าพูดเรื่องจริงจังกับเจ้านะ! เจ้าดูคำพูดเหล่านั้นที่ฝ่าบาทตรัสเมื่อตอนบ่ายวันนี้สิ เจ้าก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมเหมือนกันถึงได้ตอบเขาไปเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?’”
เจียงเซี่ยนคิดถึงชาติก่อน
นางไม่ชอบเฉาเซวียน ไม่ชอบฟังคนพูดถึงเรื่องของเฉาเซวียน ไป๋ซู่ก็แทบจะไม่เอ่ยถึงเฉาเซวียนเช่นกัน
เจียงเซี่ยนคิดถึงครั้งนั้นที่ไป๋ซู่เข้าวังมาขอร้องให้เฉาเซวียนอีกครั้ง
ตอนนั้นนางแปลกใจมาก จึงถามไป๋ซู่ ‘เจ้าสนิทกับเฉาเซวียนตั้งแต่เมื่อไรกัน?’
เจียงเซ